โรคออทิสติก ( Autistic spectrum disorder ) คือ ความผิดปรกติของสมองโดยกำเนิด ส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก ช้ากว่าปรกติ เด็กออทิสติก เด็กปัญญาอ่อน จะมีปัญหา เรื่องการเข้าสังคม โรคระบบประสาทและสมอง ต้องทำอย่างไร โรคออทิสติก เด็กออทิสติก โรคปัญญาอ่อน โรคระบบประสาทและสมอง

โรคออทิสติก หรือ Autistic spectrum disorder เป็นโรคอะไร มีสาเหตุการเกิดโรคอย่างไร อาการโรคที่พบคืออะไรบ้าง การตรวจโรคทำอย่างไร การรักษาทำได้ไหม การดูแลผู้ป่วยทำอย่างไร บทความนี้จะมาเสนอข้อมูลให้ทราบกัน

โรคออทิสติก ( Autistic spectrum disorder ) คือ ภาวะความผิดปรกติของสมองตั้งแต่กำเนิด ส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กช้ากว่าปรกติก เด็กออทิสติกจะมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม โรคระบบประสาทและสมอง โรคทางสมอง ที่สมองมีความผิดปกติ ที่จะส่งผลต่อพฤติกรรม การพัฒนากรทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ การเข้าสังคมกระทำอะไรซ้ำๆเดิมๆ มักจะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการบกพร่องตลอดชีวิต ปัญหาใหญ่คือการเข้าสังคม มีเพียงส่วนน้อยมากไม่ถึง 2 เปอร์เซนต์ที่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาการความรุนแรง หรือพฤติกรรมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับไอคิว (IQ, Intelligence Quotient) ของผู้ป่วย

สาเหตุการเกิดโรคออทิสติก

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม เด็กที่มีพี่น้องเป็นโรคออทิสติกจะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการป่วยโรคนี้มากกว่าคนปกติหลายสิบเท่าตัว หากนำโรคโมโซมของผู้ป่วยออทิสติกมาตรวจจะพบว่ามีความผิดปกติเมื่อเทียบกับคนทั่วไป
  • ความผิดปกติของสมองและระบบประสาท เด็กที่ป่วยเป็นโรคออทิสติกมักมีความผิดปกติของคลื่นสมองร่วมด้วยดังนั้นจึงจะพบว่ามีอาการชักเกร็งอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับไอคิวของเด็ก พบว่าหากไอคิวต่ำยิ่งมีโอกาสเกิดอาการชักเกร็งมากยิ่งขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งคือการที่สารสื่อประสาทในเด็กป่วยออทิสติกมีความผิดปกติ ทำให้การทำงานของระบบประสาทด้อยกว่าคนทั่วไป จึงแสดงอาการผิดปกติทางร่างกายต่างๆ

อาการโรคออทิสติก

  • ความผิดปกติด้านการสื่อสาร หรือ Impairment in language and communication คือมีความสามารถน้อยหรือด้อยในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารโดยกว่าครึ่งไม่สามารถใช้ภาษาพูดสื่อสารได้ อาการผิดปกติต่างๆที่พบ เช่น ไม่พูดเลยหรือพูดช้า ไม่เข้าใจคำสั่ง เรียกชื่อแล้วไม่ตอบสนองไม่หัน การตอบไม่ตรงกับคำถามที่ถาม การพูดคำเดิมๆซ้ำๆ การพูดไม่เป็นภาษาส่งเสียงแปลกๆ ใช้ภาษาผิดความหมาย พูดเสียงต่ำ เสียสูงผิดปกติ ไม่เข้าใจความหมยของคำ สำนวน สุภาษิต ชอบทวนคำถามทั้งๆที่ได้ยินตั้งแต่ครั้งแรก
  • ความผิดปกติทางพฤติกรรม จดจ่อแต่สิ่งที่ตนเองสนใจโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ชอบดูอะไรซ้ำๆเดิมๆ เพลงเดิม การ์ตูนเรื่องเดิม หนังเรื่องเดิม นำสิ่งของมาเรียงเป็นแถว ต่อของเป็นแถว ชอบแยกประเภทสิ่งของออกจากกัน ชอบกินอาหารเดิมๆ ชอบจัดระเบียบมากกว่าเด็กทั่วไป ขยับร่างการแบบเดิมๆซ้ำๆ การโยกหัว สบัดมือ หมุนตัว ทำซ้ำๆ ชอบทำเสียดังแต่ตนเองไม่ชอบที่ที่เสียงดัง เล่นคนเดียวหัวเราะชอบใจ ทำร้ายตนเอง
  • ความผิดปกติด้านการเข้าสังคม หรือ Social disturbance ไม่ชอบมองตา มองหน้าขณะพูดคุย หน้าเฉยไม่แสองอาการใดๆ ไม่ตอบสนองต่อคำถามเมื่อถาม ไม่มีการสื่อสารทางร่างกาย การบอกความต้องการของตนเอง ชอบเล่นคนเดียว อยู่คนเดียว ไม่ชอบเล่นกับเด็กอื่น ไม่ชอบอวดของเล่น ไม่กลัวคนแปลกหน้า ไม่ติดพ่อแม่ ไม่เศ้ราเมื่อต้องจากพ่อแม่ ไม่แสดงความรักความห่วงใยต่อพ่อแม่ ไม่กอด ไม่หอม ไม่แบ่งของให้คนอื่น ไม่เลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ การแต่งตัว การแต่งหน้า
  • มีสติปัญญาต่ำ กว่าครึ่งจะมีสติปัญญาด้อย มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร การเข้าสังคม มีอาการชัก ภาษาถดถอย

การวินิจฉัยโรคออทิสติก

  • การตรวจอาการเพื่อบ่งถึงโรค ด้านต่างๆ
    • การตอบสนองต่อสังคม การสื่อสาร การสบตา การแสดงความรู้สึก ภาษาท่าทาง ไม่สามารถเข้ากับเด็กวัยเดียวกันได้ ขาดควมสนใจกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้อื่น ขาดการสื่อสารต่อผู้อื่น
    • การพูด เช่น พูดช้า ไม่สามารถเริ่มต้นบทสนทนา โต้ตอบกับคนอื่นได้ พุดคำซ้ำๆเดิม ไม่เล่นตามจินตนาการเหมือนเด็กทั่วไป
    • ความสนใจ เช่น สนใจสิ่งของซ้ำๆเดิมๆ ไม่ยืดหยุ่นกิจวัตร เคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ สนใจแต่วัตถุบางอย่าง
  • ตรวจร่างกายด้านต่างๆ เช่น การได้ยินเสียง การตรวจระดับไอคิว ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ตรวจโรคโมโซม

การรักษาโรคออทิสติก 

โรคนี้เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถรักษาหายได้ แต่ควรจะต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาการทางด้านสังคม เพื่อให้เด็กที่ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ปกติมากที่สุด การปรับพฤติกรรมได้แก่

  • การพูด จะต้องฝึกฝน ควรเริ่มตั้งแต่เด็กไม่ครปล่อยให้โตมากแล้วฝึกทีหลังเพราะจะทำได้ยากขึ้น
  • การฝึกทักษะทางสังคม โดยอาจจะส่งเข้าโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ เพื่อให้ค่อยๆปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนกับเด็กปกติ
  • การปรับพฤติกรรมซ้ำๆเดิมๆ เพื่อลดความรุนแรงก้าวร้าว โดยฝึกให้รางวัลเมื่อเด็กทำได้
  • การฝึกอาชีพ เพื่ออนาคตเด็กสามารถเลี้ยงตนเองได้
  • การฝึกครอบครัวที่ดูแล เนื่องจากครอบครัวสำคัญมากกับเด็กที่ป่วยโรคออทิสติกเพราะนอกจากต้องใส่ใจมากกว่าปกติยังต้องเผชิญกับความเครียดต่างๆ หากครอบครัวคนรอบข้างเด็กมีปัญหาเรื่องความเครียดอาจส่งผลต่อเด็กที่จะยิ่งทำให้อาการแย่ขึ้น
  • การใช้ยาร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น ในผู้ป่วยที่มีอาการชัก ให้ยาเพื่อลดอาการชัก เช่น Sodium valproate ( Depakine )
  • เมื่ออายุครบ 1 ขวบหากยังไม่ส่งเสียง ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อการเตรียมการแต่เนิ่นๆ

พาร์กินสัน โรคสันนิบาต คือ ความผิดปรกติของสมอง จากการเสียสมดุลของสารในสมอง ส่งผลให้ร่างกายสั่นไม่สามารถควบคุมได้ โรคระบบประสาทและสมอง อาการ การรักษาและ การป้องกัน ทำอย่างไร บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอให้ทราบกัน

โรคพาร์กินสัน โรคสันนิบาติ โรคระบบประสาทและสมอง โรคตัวสั่น

โรคสันนิบาต คือโรคอะไร มีอาการอย่างไร สาเหตุเกิดจากอะไร การตรวจทำอย่างไร การรักษาและป้องโรคทำได้อย่างไร

โรคทางการอาการประสาท ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยโรคนี้ โดยมีอีกชื่อคือ โรคพาร์กินสัน โดยผู้คนพบเป็นนายแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อเจมส์ พาร์กินสัน ทำให้มีการยกย่องชื่อนายแพทย์ผู้นี้มาตั้งเป็นชื่อโรคจนถึงปัจจุบัน โดยอดีตคิดว่าเกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลัง แต่ปัจจุบันทราบแน่ชัดแล้ว่ว่าเกิดจากความผิดปกติของสมอง

สาเหตุการเกิดโรคพาร์กินสัน

  • การผิดปกติของสารโดปามีน ที่เสียสมดุลไปเพราะเซลล์ที่ผลิตสารชนิดนี้ตายไป
  • การเสียสมดุลของสารอะซิทิลโคลีน เป็นสารที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย

อาการผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

  • อาการเกร็งของร่างกาย มีการแข็งตึงของแขนขาร่างกาย ทำให้การเคลื่อนไหวทำได้ลำบาก ปวดเมื้อยตามกล้ามเนื้อต่างๆ
  • การเคลื่อนไหวร่างกายทำได้ช้า งุ่มง่าม ไม่สามารถแกว่งแขนได้สะดวก ไม่มีแรง
  • อาการสั่นมาก โดยไม่สามารถควบคุมให้หยุดสั่นได้ โดยเฉพาะตามมือและขา

การตรวจวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน

  • การตรวจระบบประสาทโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • การเอกซเรย์สมอง
  • การตรวจเลือดเพื่อแยกโรคชนิดอื่นๆ

การรักษาโรคสันนิบาต

  •  เพิ่มระดับโดปามีนในสมอง โดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่างๆ เพื่อบรรเทาอาการป่วย
  • การใช้ยาในการรักษา เช่น เลโวโดป้า ยาต้านเอนไซม์ MAO-B เป็นต้น
  • การผ่าตัดใช้กรณีที่การใช้ยาไม่ได้ผล โดยการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ในรายที่แขนขาสั่นหนักจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ มีการชักเกร็งของร่างกายมาก เคลื่อนไหวทำได้ยาก
  • การปลูกถ่ายเซลล์ โดยนำสเต็มเซลล์ของเยื่อบุตามาปลูกถ่าย
  • การกระตุ้นเซลลล์ ให้สร้างสารโดปามีน

การดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

  • ต้องมีผู้ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
  • ป้องกันการลื่นล้ม ดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่ผู้ป่วย
  • ฝึกการก้าวเดินเนื่องจากส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องการเดิน อาจจะใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
  • การออกกำลังกาย บริหารร่างกายส่วนต่างๆอย่างประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและป้องกันอาการโรคซึมเศร้า
  • ต้องระวังเรื่องท้องผูกเนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้จะไม่สามารถควบคุมระบบขับถ่ายเองได้