กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบMyocarditis ) คือ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดอาการเจ็บทรวงอก หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย พบได้ทุกเพศทุกวัย สาเหตุการเกิดโรค อาการของโรค การตรวจโรค การรักษาและการป้องกันโรค ทำได้อย่างไร บทความนี้จะนำข้อมูลมานำเสนอ

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ศัพท์ทางการแพทย์เรียก Myocarditis หรือ Inflammatory cardiomyopathy เป็นโรคที่พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในวันที่อายุมากขึ้น 40-50 ปี การตรวจวินิจฉัยทำได้ยาก จัดเป็นโรครุนแรง สามารถทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

  • การได้รับการกระทบกระเทือนของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ จากสารพิษ สารเคมีจากการทำเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง รังสีจากการทำรังสีเทคนิค
  • อักเสบจากการที่ถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวทำร้าย เพราะได้รับการกระตุ้นจากการติดเชื้อ เรียกว่าเป็นสารภูมิต้านทาน หรือ แอนติบอดี้ (Antibody) ส่งผลให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • การติดเชื้อทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เช่น ไวรัสไข้หวัดใญ่ ไวรัสหัดเยอรมัน ไวรัสเอชไอวี แบคทีเรียวัณโรค
  • การติดเชื้อพวกสัตว์เซลล์เดียว พวก โรคบิดจากเชื้ออะมีบา โปรโตซัว
  • การติดเชื้อราในรายที่อ่อนแอ ไม่มีภูมิหรือภูมิคุ้มกันต่ำ
  • การแพ้ยารักษาพวกยาปฏิชีวนะ
  • สารพิษจากสัตว์ งู ผึ้ง แมลงต่างๆ
  • การได้รับสารพิษ พวก สารหนู สารตะกั่ว ควันรถยนต์

อาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 

สำหรับอาการที่พบ เป็น อาการทางกายภาพไม่เด่นชัดนัก และ อาการเกี่ยวกับหัวใจ ทำให้การตรวจทราบโรคทำได้ยาก โดยสามารถสังเกตุอาการของโรค ได้ดังนี้

  • อาการไข้
  • อาการปวดเมื้อย
  • อาการไอ มีเสมหะ
  • อาการปวดท้อง อาจจะท้องเสียร่วมด้วย
  • อาการเจ็บทรวงอก
  • หายใจลำบาก
  • ใจสั่น เต้นรัว
  • เหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง
  • เป็นลม
  • อาการช็อค อาการหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิต

การตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

  • การตรวจประวัติการรักษาต่างๆ
  • ประวัติการใช้นาที่ผ่านมา
  • การตรวจเลือดดูค่าซีบีซี
  • การตรวจเลือดดูการติดเชื้อต่างๆ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  • การทำเอมอาร์ไอ
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

  • รักษาที่ต้นเหตุของโรค เช่น การให้ยาปฏิชีวนะในรายที่ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ ยาต้านไวรัส ในรายที่ติดเชื้อไวรัส
  • การหยุดยาที่แพ้เมื่อทราบว่าแพ้ยาชนิดใด
  • การประคับประคองอาการ เช่น อาการปวด ให้ยาแก้ปวด อาการขาดออกซิเจนให้ออกซิเจนเพิ่ม
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการที่จะหนักขึ้น เช่น อาหารการกิน การออกกำลังกาย งานที่ทำ ภาวะความเครียดต่างๆ
  • ในรายที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ จะส่งผลให้เกิดภาวะข้างเคียง เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ ภาวะหัวใจล้มเหลียว แะอาจจะเสียชีวิตได้

การป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

  • พบแพทย์โดยด่วนเมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆที่กล่าวไปแล้ข้างต้น
  • เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เพราะบุหรี่เป็นสาเหตุกระตุ้นโดยตรงต่อการเกิดโรคหัวใจและระบบทางเดินหายใจ
  • ปรับการกินให้ลดอาหารเค็มลง ลดอาหารหวานมัน รับประทานผักและผลไม้ให้มาก
  • รักษาอาการจากโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมจนเกินไป
  • ลดแป้งและน้ำตาล ขนมหวานควรงด
  • ในรายที่พบว่าเป็นโรคนี้จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งคัด

โรคถุงลมโป่งพอง ( Emphysema ) คือ โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นส่วนนึงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เกิดจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ อตราการเสียชีวิตมากที่สุด สาเหตุของโรค อาการที่พบบ่อย การตรวจวินิจฉัย การรักษาและการป้องกัน อย่างไร บทความนี้จะอธิบายให้ทราบกัน

โรคถุงลมโปร่งพอง โรคปอด โรคทางเดินหายใจ โรคไม่ติดต่อ

โรคถุงลมโป่งพอง คือ โรคที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ เป็นส่วนนึงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยส่วนมากมักจะมาจากพฤติกรรมผู้ป่วยที่ติดบุหรี่ สูบบุหรี่ติดต่อกันมานานหลายปี โรคนี้ติดสิบอันดับโรคที่ทำให้คนป่วยเสียชีวิตมากที่สุด โดยมักจะพบว่าผู้ป่วยจะเป็นชายมากกว่าหญิงและเป็นผู้สูงอายุ

สาเหตุหรือปัจจัยการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง

  • บุหรี่ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ของโรคนี้จะมีพฤติกรรมการติดบุหรี่โดยสูบติดต่อกันนานหลายปี โดยโอกาสที่ผู้สูบบุหรี่จะเป็นโรคนี้ประมาณ 25% ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้เป็นผู้สูบบุหรี่เองแต่ได้รับควันบุหรี่จากคนใกล้เคียงติดต่อกันนาน
  • พันธุกรรม พบว่าโรคนี้มีการส่งต่อทางพันธุกรรมได้ โดยการขาดเอนไซม์ชื่อ Alpha-one antitrypsin ทำหน้าที่ป้องการถูกทำลายเนื้อเยื่อ ดังนั้นผู้ที่มียีนด้อยการสร้างเอนไซม์นี้จะทำให้ขาดหรือมีปริมาณน้อยจึงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าบุคคลทั่วไป
  • สารพิษทางอากาศ เกิดจากผู้ที่มีสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยหรือสภาพที่ทำงานที่ต้องรับฝุ่น ควันพิษต่างๆ เช่นในเหมืองถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไป

กลไกการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง

  • ควันบุหรี่หรือมลภาวะต่างๆ ก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้การทำงานของเอนไซม์ Alpha-one antitrypsin ลดลงหรือไม่ทำงาน
  • เมื่อเอนไซม์ป้องการทำลายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันไม่ทำงานผนังกั้นถุงลมเล็กๆจึงถูกทำลายถุงลมจึงมีลักษณะรวมกันเป็นถุงลมใหญ่เดียว
  • การแลกเปลี่ยนก๊าซทำได้น้อยลงเนื่องจากจำนวนถุงลมลดลง เกิดการคลั่งของก๊าซ ปริมาณออกซิเจนในปอดลดลง จึงทำให้ผู้ป่วยต้องหายใจเร็วขึ้นมากขึ้นเพื่อให้ได้ออกซิเจนตามที่ร่างกายต้องการ
  • เมื่อร่างกายมีออกซิเจนต่ำจะเหนื่อยง่าย หลอดเลือดบริเวณผนังถุงลมถูกทำลายด้วยทำให้หายใจลำบากมากยิ่งขึ้น

อาการโรคถุงลมโป่งพอง

  • มีเสมหะ
  • อาการไอ
  • อาการเหนื่อล้า อ่อนแรง
  • เจ็บหน้าอก หายใจดังวิ๊ด
  • อัตราหายใจเร็วผิดปกติ
  • อาการกำเริบ อาการเหนื่อยเฉียบพลัน
  • ติดเชื้อที่ปอด
  • ความดันโลหิตสูง
  • หัวใจวาย
  • แขนขาบวม
  • ตับโต
  • ท้องมาน
  • กระดูกพรุน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง

การวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพอง

  • ตรวจประวัติทั่วไป
  • ตรวจประวัติทางพันธุกรรม
  • ตรวจร่างกายทั่วไป
  • X-ray ปอด
  • ตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)
  • ตรวจหาเอนไซม์ Alpha-one antitrypsin

 การรักษาโรคถุงลมโป่งพอง

  • บังคับการหยุดบุหรี่
  • บังคับการหลีกเลี่ยงมลพิษ
  • ให้ยาลดการอักเสบ
  • ให้ยาลดความดันโลหิต
  • ผ่าตัดถุงลมที่พองออกเพื่อให้หายใจได้มากขึ้น
  • กายภาพฟื้นฟูการหายใจ
  • รับประทานอาหารให้ครบ เพียงพอ ไม่ให้กล้ามเนื้อลีบ
  • หากเกิดการติดเชื้อที่ปอดให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อที่ได้รับ
  • ผ่าตัดเปลี่ยนปอดในรายที่อาการรุนแรง

การป้องกันโรคถุงลมโป่งพอง

  • งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ควันบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มลพิษต่างๆ ใช้หน้ากากอนามัย หมั่นตรวจสุขภาพปอด
  • หากพบว่าตนเองมีพันธุกรรม ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
  • รับวัคซีนโรคไขหวัดใหญ่ ไม่ให้โรคกำเริบมากขึ้น