โรคบิด ( Dysentery ) การติดเชื้อแบคทีเรียที่ระบบทางเดินอาหาร มีมูกเลือดปนมากับอุจจาระ ปวดขณะถ่ายอุจจาระ ปวดท้อง มีไข้ การรักษาโรคทำอย่างไร และ แนวทางการป้องกัน บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอกัน

โรคบิด โรคติดเชื้อ โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคบิด ( Dysentery ) คือ ภาวะการติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหาร เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะของโรคบิด คือ จะมีมูกเลือดปนมากับอุจจาระ มีอาการเจ็บปวดขณะถ่ายอุจจาระ ปวดท้อง มีไข้ สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่มาจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคหรือปรสิตปะปนในน้ำดื่ม หรือ อาจจะมาจากอาหารที่ปรุงไม่สุก โรคบิดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เรียกว่า บิดไม่มีตัว ส่วนโรคบิดที่เกิดจากสัตว์เซลล์เดียวพวกอะมีบา เรียกว่า บิดมีตัว ส่วนมากพบในประเทศด้อยพัฒนาและในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญและระบบสาธารณะสุขที่ดี เช่น ในชนบท พื้นที่ห่างไกลความเจริญต่างๆ สามารถติดต่อจากผู้หนึ่งไปสู่ผู้หนึ่งได้ทางอุจจาระที่ปะปนในแหล่งน้ำต่างๆ

สาเหตุและอาการการเกิดโรคบิด  

  • โรคบิดไม่มีตัว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Shigella อาการของโรค คือ มีอาการไข้สูง ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • โรคบิดมีตัว เกิดจากสัตว์เซลล์เดียวพวกอะมีบา อาการของโรค คือ อาการเบื่ออาหาร ซูบผอม จะเป็นนานๆ หลายเดือนถึงปี

การตรวจโรคบิด

  • ซักถามอาการป่วย พฤติกรรมการบริโภค การเดินทางท่องเที่ยว
  • ตรวจเลือด
  • ตรวจอุจจาระ
  • ตรวจเกลือแร่จากเลือด

การรักษาโรคบิด  

  • การให้ยาฆ่าเชื้อตามเชื้อที่ได้รับ เช่น ยาปฏิชีวนะเมื่อได้รับเชื้อแบคทีเรีย ยาฆ่าอะมีบาเมื่อได้รับเชื้ออะมีบา
  • การประคับประคองอาการ รักษาตามอาการที่พบ เช่น ยาลดไข้ ยาลดปวด การให้เกลือแร่ การให้ดื่มผงเกลือแร่แก้ท้องร่วง เพื่อประคับประคองอาการขาดน้ำของร่างกาย ไม่ให้เกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำ
  • ระมัดระวังโรคแทรกซ้อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ภูมิต้านทานต่ำ ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
  • ระวัดระวังการลุกลามเกิดฝีที่ตับ เฉพาะผู้ป่วยโรคบิดไม่มีตัว

การดูแลป้องกันโรคบิด

  • เมื่อป่วยให้รับประทานยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • ดื่นน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่แก้ท้องร่วง
  • รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย พวก โจ๊ก แกงจืด
  • นอนพักผ่อนให้มากจนกว่าจะหาย
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • ปรุงอาหารให้สุก และ รักษาความสะอาดของภาชนะ วัตถุดิบที่จะนำมาประกอบอาหาร
  • ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ
  • ล้างผักผลไม้ให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทาน
  • ระวังเมื่อต้องดื่มน้ำที่มีน้ำแข็ง โดยเฉพาะน้ำแข็งบด

โรคไทฟอยด์ ( Typhoid fever ) คือ เกิดติดเชื้อโรคที่ลำไส้ จากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการท้องเสีย เกิดบ่อยในช่วงฤดูร้อน โรคระบบทางเดินอาหาร อาการของโรค การรักษาโรค และ แนวทางการป้องกัน ทำอย่างไร บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอกัน

โรคไทฟอยด์ ท้องเสีย โรคระบบทางเดินอาหาร โรคในฤดูร้อน

โรคไทฟอยด์ ( Typhoid fever ) คือ ภาวะเกิดติดเชื้อโรคที่ระบบลำไส้ จากเชื้อแบคทีเรีย Samonella typhi และ Samonella paratyphi ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย เกิดบ่อยในช่วงฤดูร้อน โรคระบบทางเดินอาหาร โรคชนิดหนึ่งที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ สามารถรักษาได้โดยการรับยาปฏิชีวนะ นอกจากนั้นแล้วยังมีวัคซีนสามารถป้องกันโรคนี้ได้ สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนมากเกิดจากการรับเชื้อทางอาหารและเครื่องดื่ม

ดังนั้น ควรเน้นสุขลักษณะที่ดีในชีวิตประจำวัน เช่น ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร รักษาความสะอาดอาหารทีทำ ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ ขับถ่ายให้ถูกที่ พบมากในประเทศที่ด้อยพัฒนา

สาเหตุการเกิดโรคไทฟอยด์

  • เชื้อแบคทีเรีย Samonella typhi และ Samonella paratyphi เจริญได้ดีในลำไส้
  • การรับเชื้อจากอาหาร น้ำดื่มที่สกปรกไม่ถูกสุขลักษณะ
  • อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ได้มาจากแหล่งน้ำที่มีการปล่อยสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ

อาการโรคไทฟอยด์ 

  • อาการไข้สูง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • หนาวสั่น เหงื่อออก
  • ปวดศีรษะ
  • เบื่ออาหาร
  • อาการอ่อนเพลีย
  • อาการปวดท้อง
  • มึนศีรษะ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ท้องผูก
  • เจ็บคอ
  • ผื่นแดง
  • หัวใจเต้นช้า
  • ท้องบวมโต
  • อาการโคมา

การตรวจโรคไทฟอยด์ 

เนื่องจากอาการไม่มีเอกลักษณ์ การตรวจวินิจฉัยโรคจะทำได้ยากมาก จะต้องทำการเพาะเชื้อเพื่อจะได้ทราบชนิดของเชื้อที่ได้รับแน่ชัด ถึงจะสามารถรักษาได้ตรงโรค

  • ตรวจอาการทั่วไป
  • เจาะเลือดเพื่อเพาะเชื้อ
  • เพาะเชื้อจากอุจจาระ หรือ น้ำย่อย
  • การตรวจแอนติเจน หรือ สารต่อต้านภูมิ
  • ตรวจแอนติบอดี้ ของเชื้อไทฟอยด์

การรักษาโรคไทฟอยด์ 

  • การใช้นาปฏิชีวนะ
  • การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด การให้น้ำเกลือ
  • หากอาการรุนแรงอาจจะต้องผ่าตัด เมื่อลำไส้มีปัญหา

การป้องกันโรคไทฟอยด์

  • การรักษาความสะอาดของอาหาร และ น้ำที่จะดื่มหรือรับประทาน ต้องปรุงสุกก่อนทุกครั้ง
  • ไม่รับประทานผลไม่ที่ยังไม่ได้ล้าง
  • ขับ่ายในสถาณที่ถูกสุขลักษณะ
  • เมื่อมีผู้ป่วยจะต้องป้องกันการแพร่เชื้อ การกันพื้นที่
  • รักษาความสะอาดในแม่น้ำละคลอง ไม่ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำลำคลอง
  • รับวัคซีนป้องกันโรคทุกๆ 5 ปี