โรคสมองพิการ คือ ภาวะการผิดปรกติของสมองตั้งแต่กำเนิด จักเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่ง ซึ่งอาการจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่บุคคล เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาขยับได้ไม่ดี มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกาย การทรงตัว การเดินจะมีปัญหามาก อาการเกร็ง ไม่มีความคล่องตัว โรคสมองพิการ คือ โรคอะไร มีอาการอย่างไร รักษาหายไหม ใครคือกลุ่มเสี่ยง สาเหตุคืออะไร รักษาอย่างไร ป้องกันได้ไหม บทความนี้จะนำมาเสนอให้ทราบ

โรคสมองพิการ โรคระบบประสาทและสมอง โรคตั้งแต่เกิด พิการโดยกำเนิด

โรคสมองพิการ คือ ภาวะการผิดปรกติของสมองตั้งแต่กำเนิด จักเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่ง ซึ่งอาการจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่บุคคล เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาขยับได้ไม่ดี มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกาย การทรงตัว การเดินจะมีปัญหามาก อาการเกร็ง ไม่มีความคล่องตัว บางรายนอกจากการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ยังมีการบกพร่องเรื่องประสาทสัมผัสอย่างอื่นด้วย เช่น การได้ยิน การพูด การตอบสนองของร่างกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมักจะทำได้ช้ากว่าคนทั่วไป ระยะการเกิดโรคมักจะเป็นตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ปี เพราะเป็นช่วงที่สมองมีการเจริญมากที่สุด แต่หลังจาก 7 ปีแล้วสมองจะหยุดการเจริญทำให้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อไม่ได้รับการฟื้นฟูก็จะทำให้เป็นสภาพนั้นตลอดชีวิต แขนขาเกร็ง เส้นตึงเส้นยึดยืดแขนขาไม่ได้

สาเหตุการเกิดโรคสมองพิการ

  • ความพกพร่องทางพันธุกรรม จากการศึกษางานวิจัยในปัจจุบันเปรียบเทียบยีนของคนปกติและยีนของผู้ป่วยโรคสมองพิการพบว่ายีนที่ควบคุมการสร้างกลูตามีนในร่างกายมีความผิดปกติคือ สร้างมากเกินความจำเป็น ซึ่งสารนี้จะไปมีผลต่อการเชื่อมต่อของเส้นประสาท โดยสารชื่อนิวโรโทรพินจะถูกลดปริมาณลง ทำให้เซลล์ประสาทถูกทำลายมากขึ้น เกิดการสูญเสียการทำงานของระบบประสาทการเชื่อมต่อระหว่าเซลล์
  • ภาวะสมองผิดปกติในส่วนเนื้อสมองสีขาว หรือ periventricular leukomalacia ส่งผลทำให้เป็นโรคสมองพิการ 
  • ภาวะพัฒนาการผิดปกติของสมอง เมื่อเทียบกับคนปกติ มีการพัฒนาเจริญช้าหรือผิดแปลกไป
  • มีภาวะเลือดออกในสมอง ทำให้เกิดการคลั่งของเลือดในสมอง ส่งผลถึงการทำงานของสมองจนเป็นโรคสมองพิการ 
  • ภาวะการขาดเลือดของสมอง ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยนัก ส่งผลให้เนื้อสมองตาย ขาดการเจริญจนเป็นโรคสมองพิการ
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นโรคสมองพิการ โดยกำเนิด พบได้ไม่เกิน 20 เปอร์เซนต์ของผู้ป่วยโรคนี้
  • การขาดอากาศของสมองระหว่างการคลอด ทำให้สมองเกิดความผิดปกติในชั่วขณะ แต่ส่งผลถึงพัฒนาการของสมองในระยะถัดมา พบได้ประมาณ 10 เปอร์เซนต์ของผู้ป่วยโรคสมองพิการ 
  • การที่ได้รับเชื้อหัดเยอรมัน cytomegalovirus จากมารดาขณะตั้งครรภ์ ทำให้เด็กที่เกิดมาผิดปกติทางระบบประสาทและสมอง
  • การที่มารดาเด็กมีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ขณะที่ตั้งครรภ์ เช่น มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ได้แก่โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน มีผลต่อการคลอดเสี่ยงต่อการที่เด็กเกิดภาวะสมองขาดออกซิเจน
  • การที่มารดาไม่ได้ดูแลรักษาสุขภาพขณะตั้งครรภ์ เช่น ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ได้รับสารพิษโลหะหนัก รังสีอันตราย อุบัติเหตุเกิดแรงกระแทก แรงอัด ก็สามารถส่งผลต่อพัฒนาการสมองของเด็กในครรภ์ได้เช่นกัน
  • หลอดเลือดในสมองของทารกในครรภ์ตีบ รวมทั้งภาวะการเลือดออกในสมองของเด็กในครรภ์
  • การทำคลอดในเด็กแฝด มักมีความเสี่ยงได้เช่นกัน
  • รกพันคอเด็กขณะทำคลอด
  • การคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ 1.5 กก.
  • ภาวะตัวเขียวหลังจากคลอด เด็กไม่ยอมหายใจ คือจะไม่ร้องนานเกิน 5 นาที
  • เด็กที่ต้องเข้าตู้อบ นานเกิน 4 อาทิตย์ มักมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองพิการ
  • เด็กตัวเหลือง ตาเหลือง หลังจากคลอด 1 อาทิตย์ก็มีความเสี่ยงมากขึ้น
  • ภาวะการติดเชื้อในสมองของเด็กทารก ทำให้เกิดการอักเสบของสมอง เป็นโรคสมองอักเสบ  และระยะยาวแล้วอาจจะเป็นโรคสมองพิการได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที
  • อาการชักในเด็กทารก จากภาวะความผิดปกติของคลื่นสมอง
  • การรักสารตะกั่วตั้งแต่เล็กทำให้สมองผิดปกติได้
  • อุบัติเหตุจากแรงกระแทก เมื่อรถชน กระทบกระเทือนต่อสมองของเด็ก

อาการโรคสมองพิการสำหรับทารกมีที่พ่อแม่ควรสังเกตุ

  • ตัวอ่อนนิ่มมาก อ่อนโยกเยก เด็กไม่ทรงตัวขณะอุ้ม
  • วางเท้าลงพื้นไม่ได้ขณะยืน
  • ไม่ยอมแบมือเมื่ออายุมากขึ้น มักจะคงการกำมือไว้ตลอดเวลา
  • อาการเกร็งของแขนขา อาจจะเป็นซีกเดียวหรือทั้งสองซีกก็ได้
  • ไม่สามารถตั้งใข่ หรือ คลานได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป

การตรวจวินิจฉัยโรคสมองพิการ

  • มักจะทำการตรวจแน่ชัดได้เมื่อเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป
  • หากไม่ชัดเจนจะตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  • ตรวจคลื่นสมอง

การรักษาโรคสมองพิการ

  • ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อสังเกตุอาการพบตามที่กล่าวมาข้างต้น
  • พ่อแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เด็กสามารถฟื้นฟูได้มากที่สุด
  • รักษาตามอาการที่พบ เช่น เมื่อแขนขาอ่อนแรง เกร็ง จะต้องทำการกายภาพบำบัด
  • การฝึกพูดจากผู้เชี่ยวชาญ ในรายที่ไม่สามารถพูดได้
  • การฝึกการใช้สายตา การเสริมทักษะการสื่อสารในรายที่บกพร่องทางการได้ยิน
  • การให้ยาระงับอาการเกร็ง อาการชัก
  • การรักษาจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ควรหมั่นพบแพทย์เพื่อให้สามารถติดตามอาการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • การผ่าตัดในรายที่สามารถทำได้เพื่อรักษาความบกพร่องต่างๆ

การป้องกันโรคสมองพิการ

  • หากเกิดจากพันธุกรรมจะไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถฟื้นฟูเพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองให้มากที่สุด พ่อแม่ที่มีลูกป่วยโรคสมองพิการไม่ควรทอดทิ้ง ควรให้กำลังใจและหมั่นพบแพทย์เพื่อติดตามพัฒนาการและรักษา
  • เมื่อตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการดื่นสุรา สูบบุหรี่ หรือ รับสารพิษ เช่น ควันรถยนต์ ควันโรงงานอุตสาหกรรม ระมัดระวังการติดเชื้อต่างๆที่จะส่งผลต่อเด็กในครรภ์ และระวังการเกิดอุบัติเหตุจากแรงกระแทก
  • ฝากครรภ์และพบแพทย์ตามนัด เพื่อให้เด็กที่จะเกิดมามีความสมบูรณ์มากที่สุด

พาร์กินสัน โรคสันนิบาต คือ ความผิดปรกติของสมอง จากการเสียสมดุลของสารในสมอง ส่งผลให้ร่างกายสั่นไม่สามารถควบคุมได้ โรคระบบประสาทและสมอง อาการ การรักษาและ การป้องกัน ทำอย่างไร บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอให้ทราบกัน

โรคพาร์กินสัน โรคสันนิบาติ โรคระบบประสาทและสมอง โรคตัวสั่น

โรคสันนิบาต คือโรคอะไร มีอาการอย่างไร สาเหตุเกิดจากอะไร การตรวจทำอย่างไร การรักษาและป้องโรคทำได้อย่างไร

โรคทางการอาการประสาท ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยโรคนี้ โดยมีอีกชื่อคือ โรคพาร์กินสัน โดยผู้คนพบเป็นนายแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อเจมส์ พาร์กินสัน ทำให้มีการยกย่องชื่อนายแพทย์ผู้นี้มาตั้งเป็นชื่อโรคจนถึงปัจจุบัน โดยอดีตคิดว่าเกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลัง แต่ปัจจุบันทราบแน่ชัดแล้ว่ว่าเกิดจากความผิดปกติของสมอง

สาเหตุการเกิดโรคพาร์กินสัน

  • การผิดปกติของสารโดปามีน ที่เสียสมดุลไปเพราะเซลล์ที่ผลิตสารชนิดนี้ตายไป
  • การเสียสมดุลของสารอะซิทิลโคลีน เป็นสารที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย

อาการผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

  • อาการเกร็งของร่างกาย มีการแข็งตึงของแขนขาร่างกาย ทำให้การเคลื่อนไหวทำได้ลำบาก ปวดเมื้อยตามกล้ามเนื้อต่างๆ
  • การเคลื่อนไหวร่างกายทำได้ช้า งุ่มง่าม ไม่สามารถแกว่งแขนได้สะดวก ไม่มีแรง
  • อาการสั่นมาก โดยไม่สามารถควบคุมให้หยุดสั่นได้ โดยเฉพาะตามมือและขา

การตรวจวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน

  • การตรวจระบบประสาทโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • การเอกซเรย์สมอง
  • การตรวจเลือดเพื่อแยกโรคชนิดอื่นๆ

การรักษาโรคสันนิบาต

  •  เพิ่มระดับโดปามีนในสมอง โดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่างๆ เพื่อบรรเทาอาการป่วย
  • การใช้ยาในการรักษา เช่น เลโวโดป้า ยาต้านเอนไซม์ MAO-B เป็นต้น
  • การผ่าตัดใช้กรณีที่การใช้ยาไม่ได้ผล โดยการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ในรายที่แขนขาสั่นหนักจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ มีการชักเกร็งของร่างกายมาก เคลื่อนไหวทำได้ยาก
  • การปลูกถ่ายเซลล์ โดยนำสเต็มเซลล์ของเยื่อบุตามาปลูกถ่าย
  • การกระตุ้นเซลลล์ ให้สร้างสารโดปามีน

การดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

  • ต้องมีผู้ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
  • ป้องกันการลื่นล้ม ดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่ผู้ป่วย
  • ฝึกการก้าวเดินเนื่องจากส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องการเดิน อาจจะใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
  • การออกกำลังกาย บริหารร่างกายส่วนต่างๆอย่างประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและป้องกันอาการโรคซึมเศร้า
  • ต้องระวังเรื่องท้องผูกเนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้จะไม่สามารถควบคุมระบบขับถ่ายเองได้