ไข้เลือดออก ( Dengue Fever ) คือ ภาวะการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ ที่มียุงลายเป็นภาหะนำโรค โรคติดต่อ จากการติดเชื้อไวรัส โดนยุงลายตัวเมียกัด อาการของโรคไข้เลือดออก คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการเหมือนไข้หวัดแต่รุนแรงกว่า พบมากในประเทศเขตร้อน ไข้เลือดออกรักษาอย่างไร  โรคไข้เลือดออก คือ โรคแบบไหน สาเหตุการเกิดโรคคืออะไร อาการโรคเป็นอย่างไร เมื่อเป็นแล้วต้องทำอย่างไร รักษาหายไหม ป้องกันได้ไหม บทความนี้จะนำมาเสนอให้ทราบ

ไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อ โรคติดต่อ

โรคไข้เลือดออก ( Dengue hemorrhagic fever ) เป็น โรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็ก ที่มี ภูมิต้านทานยังไม่มากนัก สาเหตุหลักมาจาก การติดชื้อไวรัส “เดงกี” ซึ่งสามารถ แพร่กระจายจากผู้ป่วย ไปสู่บุคคลอื่น โดยมี ยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อ ดังนั้นจะพบ โรคนี้ ได้มาก ใน ประเทศเขตร้อน เพราะเป็น อุณหภูมิที่ยุงสามารถ เจริญเติบโตแพร่พัยธุ์ ได้ดี พบว่า เพศชาย และ หญิง มีโอกาสเกิดโรค เท่าๆกัน

สาเหตุการเกิดโรคไข้เลือดออก

  • Dengue virus มี 4 สายพันธุ์ ที่สามารถก่อให้เกิดโรคนี้ได้
  • ยุงลาย เป็นพาหะนำโรค กัดผู้ป่วยแล้วนำ เชื้อไวรัส ไปด้วย สามารถแพร่สู่ผู้ที่ไม่ติดเชื้อได้

อาการของโรคไข้เลือดออก  

  • อาการไข้สูงนาน 6 วัน โดยร่างกายอ่อนเพลีย ไข้ไม่ลดลง
  • อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • อาการปวดเมื้อยเนื้อตัวอย่างมาก
  • อาการท้องอืด
  • อาการเบื่ออาหาร
  • ผิวหนังฝ่ามือแดง
  • 3 วันหลังจากไข้ลดให้ระมัดระวังอาการช็อค
  • ระยะฟื้นตัว หากผ่านพ้นเวลา 3 วันไปได้ จะค่อนฟื้นร่างกายคืนสภาพ อวัยวะต่างๆทำงานปกติ

การตรวจโรคไข้เลือดออก

  • การตรวจประวัติ ที่เคยรักษา มาก่อน
  • การตรวจร่างกายทั่วไป สอบถามอาการประเมินเบื้องต้น
  • การตรวจเลือดทั่วไป แบบCBC ดูเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด การทำงานของเอนไซน์ในตับ
  • ให้เกร็ดเลือด และ สารน้ำเกลือ เพื่อป้องกันอาการช็อก
  • ในหญิงที่มี ประจำเดือน ฉีดฮอร์โมนเลื่อนประจำเดือน ออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี

การป้องกัโรคไข้เลือดออก

  • ไม่ไปในที่ที่มี ยุงลายชุกชุม
  • กำจัดเหล่งกำเนิดยุงลาย เช่น น้ำขังต่างๆ
  • ป้องกัน ที่อยู่อาศัย จากยุงลาย เช่น ติดมุ้งลวด พ่นยาฆ่ายุง
  • เมื่อ มีไข้สูงหลายๆวัน ให้รีบพบแพทย์

อาการเมา คือ ภาวะการมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง จะทำให้เกิด อาการหลอดเลือดขยาย หน้าแดง ตัวแดง ส่งผลต่อ ความสามารถไปในควบคุมตนเองลดลง ความรู้สึกช้าลง การรับรู้ความรู้สึก การตอบสนอง สติต่างๆ ลดความสามารถลง การทรงตัวลดลง การสื่อสาร การใช้สายตา  

อาการเมา เมาเหล้า ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง อาการของโรค

อาการเมา เกิดจากอะไร ทำไมเมื่อดื่มสุราแล้วถึงเมา กลไกการเกิดอาการเมาเป็นอย่างไร เมื่อเมาแล้วต้องทำอย่างไรจึงหาย อาการเมาค้างเกิดได้อย่างไร บทความนี้จะนำความรู้มาเสนอ

อาการเมา คือ อาการที่เกิดหลังจาก การดื่มสุรา หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าไป จะทำให้เกิด อาการหลอดเลือดขยาย ทำให้ หน้าแดง ตัวแดง ความสามารถไปในควบคุมตนเอง ลดลง ความรู้สึกช้าลง เนื่องจาก ระบบประสาทเครือข่ายใยสมองลดการเชื่อมต่อลง ทำให้ การรับรู้ความรู้สึก การตอบสนอง สติต่างๆ ลดความสามารถลง การทรงตัวลดลง การสื่อสาร การใช้สายตา ลดลง อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการขาดน้ำ สลบ จนถึงขั้น โคม่า ได้

วัฒนธรรมการดื่ม เนื่อง การดื่ม มีมาช้านานแล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนมากเพื่อ การสังสรรค์ ในงานรื่นเริงต่างๆ เพราะ การดื่มจะทำให้เกิด การผ่อนคลาย จากอาการเมา อารมณ์ดี สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนา การเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย กลายเป็น อุตสาหกรรมทำเงินใหญ่โต ในสังคมไทย ในงานเทศกาลประจำปี ตั้งแต่ ปีใหม่ สงกรานต์ การบวช งานแต่ง งานฉลองส่วนตัว งานประเพณีท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแต่มี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อยู่ในงานทั้งสิ้น การดื่ม การเมา จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคน ที่จะต้องเข้าใจ กฏ ระเบียบสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุข  ปลอดภัย

กลไกการเกิดอาการเมา

  • เมื่อ แอลกอฮอล์ เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ แอลดีไฮด์ Acetal aldehyde โดยเอนไซม์ alcohol dehydrogenase คือ การกำจัดหมู่ไฮโดรเจน ออกจาก แอลกอฮอล์
  • จากนั้น Acetal aldehyde จะถูกย่อยต่อเป็น Acetate โดยเอนไซม์ Acetal dehydrogenase ร่างกายจะสามารถนำ Acetate ไปใช่เป็น พลังงาน ได้
  • แต่ใน ร่างกายมนูษย์ ผลิตเอนไซม์ ได้ใน ปริมาณที่จำกัด จึงเกิด การสะสมของ Acetal aldehyde ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ เพราะ ขัดขวาง กระบวนการเมตาบอริซึม ปกติ โดย สะสมมากที่ตับ ส่งผลต่อ การทำงานของระบบต่างๆภายในร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบย่อย ระบบดูดซึม ระบบขับถ่าย ทำให้เกิดอาการเมาตามที่กล่าวมาข้างต้น

ระดับของอาการเมา 

  • 30-50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ อาการเมาเล็กน้อย อารมณ์ดี ร่าเริง พูดมากขึ้น ตาม พรบ จลาจรให้สามารถดื่มได้ ไม่เกินระดับนี้ หากเกินกว่านี้ถือว่าผิดกฏหมาย ปรับ 20000 บาท มีโทษจำคุกอีกด้วย ไม่ควรดื่ม เบียร์เกิน 1 แก้วใหญ่ สุราเพียวไม่เกิน 1 ใน 3 ส่วนแก้ว
  • 50-100 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ความสามารถ การทรงตัวลดลง สติลดลง อาการชา ไม่รู้สึกเจ็บ
  • 100-200 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ สับสน มึนงง ความจำลดลง
  • มากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ สลบ หมดสติ นอนหลับลึก
  • มากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ อันตราย โคม่า เสียชีวิต

อาการเมาค้าง หรือ hang over เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • การคลั่งของแอลดีไฮด์ เนื่องจาก ร่างกายยังไม่สามารถย่อยได้หมด เพราะ มีปริมาณมากเกินไป จึงยังตกค้างในร่างกาย ส่งผลให้เกิด อาการคลื่นไส้อาเจียน เพราะส่งผลต่อ การทำงานของกระเพาะอาหาร
  • การขาดน้ำของร่างกาย เนื่องจาก การดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลต่อ การทำงานของไต ใน การขับน้ำออก จากร่างกาย ผู้ดื่มจึงปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ น้ำในเซลล์ลดลง กดระบบประสาทเกิด อาการปวดศีรษะ
  • การทำงานของเซลล์มากขึ้น เพื่อ ซ่อมแซมความเสียหาย ทำให้มี การดึงพลังงานมาใช้มากขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดอาการมึนงง

ดื่มอย่างฉลาดไม่โดยจับ สุขภาพดีระยะยาว เพื่อสังสรรค์

  • ไม่มียาลดการเมาใดๆ ได้ผล ทั้งงานวิจัย หรือสมุนไพรใดๆ ลดการเมาได้
  • ดื่มน้ำมากๆ  หรือ รับประทานอาหาร อาจพอช่วยลด อาการเมาได้บ้าง
  • ดื่มไม่เกิน 1 แก้ว ค่อยๆจิบไปเรื่อยๆ ไม่เกินนี้
  • หากเป็นไปได้ ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด
  • หากดื่มมากไปจนขาดไม่ได้ มักจะเกิดโรคต่างๆตามมา เช่น โรคกระเพาะอักเสบ โรคตับแข็ง โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน
  • มักมี การสูบบุหรี่ร่วมกับ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อเสี่ยงต่อการเป็น โรคถุงลมโป่งพอง  โรคมะเร็งปอด  โรคภูมิแพ้  โรคหลอดลมอักเสบ