โรคหัด คือ การติดเชื้อไวรัสมอร์บิลลิ โรคติดต่อที่พบมากในเด็ก อาการเด่นชัด คือ มีผื่นแดง มีไข้สูง สาเหตุของการเกิดโรค อาการของโรค การรักษาและแนวทางการป้องกัน บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลให้ทราบ

โรคหัด หัดเด็ก ไวรัวหัด หัดผิวหนัง

โรคหัด ( measles / rubeola ) เป็นโรคที่พบมากในเด็กเนื่องจากภูมิคุ้มกันยังมีไม่มาก ลักษณะที่พบคือจะมีไข้ร่วมกับผื่นขึ้นตามตัว โดยมีโอกาสเกิดได้ทั้งเพศชายและหญิงไม่แตกต่างกัน โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีกเพราะมีภูมิคุ้มกัน แต่บางรายเมื่อเป็นแล้วมีอาการแทรกซ้อนอาจจะอันตรายทำให้เสียชีวิตได้ ในเด็กจึงนิยมการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน มีผลต้านทานการเกิดโรคแทบจะร้อยเปอร์เซนต์ สาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสมอร์บิลลิ หรือ Morbillivirus เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสจึงสามารถติดได้จากทางอากาศ การใช้ของร่วมกัน ทางการสัมผัส และสารคัดหลั่งต่างๆ ทั้งนี้โรคหัดกับโรคหัดเยอรมันคือคนละโรคกันอย่าสับสน

สาเหตุการเกิดโรคหัด 

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ดังนั้นสาเหตุจึงมากจาก การที่ร่างกายไม่มีภูมิต้านทานเพียงพอต่อการต้านไวรัส และยังมากจากการรับเชื้อจากผู้ที่ป่วยที่อยู่ใกล้ชิดโดยไม่มีการป้องกันการติดเชื้อ  

  • ภูมิคุ้มกันน้อย ในเด็กแรกเกิดจนถึง 1 ปียังมีภูมิคุ้มกันจากแม่ จากน้ำนมแม่ แต่หลังจากนั้นภูมิคุ้มกันจะลดลง หากไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย จึงพบมากในเด็ก 1 ถึง 6 ขวบ
  • การไม่ได้รับวัคซีน ในปัจจุบันจะมีการบังคับการฉีดวัคซีนในเด็ก แต่ในบางรายที่เข้าไม่ถึงการรักษาอาจจะไม่ได้รับวัคซีน จึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นโรคหัด
  • การรับเชื้อจากการอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นการติดต่อนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายหากผู้ที่ได้รับเชื้อไม่มีภูมิคุ้มกัน การติดต่อสามารถเกิดได้จากการ ไอ การจาม การหายใจ การใช้ของร่วมกัน การสัมผัส การรับสารคัดหลั่ง ทั้งน้ำลาย เสมหะ โดยเชื้อไวรัสจะลุกลามในเนื้อเยื่อที่มีความอ่อนแอ เช่น เยื่อบุต่างๆ ทั้งทางตา ทางจมุก ลำคอ จากนั้นจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและลุกลามในระบบน้ำเหลืองแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้ส่วนอื่นๆของร่างกายติดเชื้อตามไปด้วย จึงแสดงอาการผื่นให้เห็นตามผิวหนัง

อาการของโรคหัด 

อาการของโรคนี้จะมีลักษณะเด่นที่สังเกตุได้ชัด คือ มีผื่นแดงขึ้ตามผิวหนัง มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาการไข้สูงต่อเนื่อง ร่างกายอ่อนเพลียหมดแรง และมีตุ่มขาวในกระพุ้งแก้ม

  • อาการก่อนออกผื่น ได้แก่ เจ็บคอ คอแห้ง แสบคอ ตาแดง สังเกตุได้ชัดเจน มีน้ำมูกไหลตลอดเวลา มีอาการไข้ อุณหภูมิสูงกว่า 38 องศา อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไม่อยากลุกจากเตียง มีตุ่มสีขาวๆขอบแดงๆ ตรงกระพุ้งแก้ม ใกล้ฟันกราม ลักษณะพิเศษที่พบเฉพาะโรคหัด เรียกว่า ตุ่มโคปลิค
  • อาการหลังจากเกิดผื่น ได้แก่ ผื่นนูนแดง ไม่มีอาการคัน ติดๆกัน พบมากใกล้ขอบผม อาการไข้จะลดลง ผื่นเปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำขึ้น ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนจางหายไปเอง ผื่นหายหมดใช้เวลา 14 วัน ระวังการติดเชื้ออื่นแทรกซ้อน พวกเชื้อแบคทีเรียในลำคอ
  • ผลข้างเคียงจากโรคหัด สามารถพบได้ คือ หูอักเสบ โดยเฉพาะส่วนกลาง หลอดลมในลำคอเกิดการอักเสบติดเชื้อ เสียงแหบแห้ง กล่องเสียงอักเสบ ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ ปอดอักเสบ ปอดติดเชื้อ ท้องร่วง ติดเชื้อทางเดินอาหาร ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ สมองอักเสบ พบประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยโรคหัด เสี่ยงทำให้เสียชีวิตได้ เนื้องอกในสมอง พบน้อยมาก

การตรวจวินิจฉัยโรคหัด 

การตรวจจะเริ่มจากการสังเกตุลักษณะภายนอกที่เด่นชัด เช่น ผิวหนัง กระพุ้งแก้ม การวัดไข้ จากนั้นหากต้องสงสัยก็สามารถตรวจภูมิต้านทานเพื่อบ่งชี้โรคต่อไป

  • การตรวจประวัติการรักษา อาการทั่วไป
  • การตรวจดูกระพุ้งแก้ม
  • การตรวจเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว
  • การตรวจภูมิคุ้มกันของโรคหัด แอนติบอดี้
  • การตรวจสารก่อภูมิคุ้มกัน แอนติเจน จากสารคัดหลั่ง เสมหะ น้ำมูก

การรักษาโรคหัด 

เนื่องจากเป็นการติดเชื้อไวรัส ที่ไม่สามารถรักษาได้โดยยาได้โดยตรง การประคับประคองรักษาตามอาการจึงเป็นเรื่องสำคัญ จนร่างกายแข็งแรงพอจะสร้างภูมิต้านทานไวรัสเองได้ หากมีการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นก็ให้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสมได้

  • ประคับประคองอาการ เช่น หากเกิดอาการไข้ ให้ยาลดไข้ การเช็ดตัวลดความร้อน ดื่นน้ำให้มาก ให้ยาขับเสมหะ ยาลดน้ำมูก เน้นการพักผ่อน
  •  หากมีการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดการอักเสบตามอวัยวะต่างๆ จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ
  • ในรายที่รุนแรง คือไม่มีภูมิต้านทานเลย เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ เด็กที่อายุน้อยมาก แพทย์จะพิจารณาให้สารภูมิคุ้มกัน ต้านทานโรค

การป้องกันโรคหัด

การป้องกันโรคติดเชื้อจากไวรัสได้ดีที่สุด คือการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายทั้งจากการรับวัคซีน การสร้างด้วยตนเองจากการดูแลรักษาสุขภาพให้ดี ทั้งการรับประทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกายที่เหมาะสม จะเป็นการป้องกันโรคนี้ได้ดี

  • การรับวัคซีน มีการให้วัคซีนในเด็ก สองครั้ง โดยเมื่ออายุ 1 ขวบจะได้รับครั้งแรก และอีกครั้งเมื่ออายุ 7 ขวบ โดยเป็นวัคซีนรวม ป้องกันโรคหัด โรคคางทางทูม โรคหัดเยอรมัน เรียกวัคซีนชนิดนี้ว่า MMR
  • ควรหลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ผู้ป่วยโรคหัด เพราะสามารถติดต่อกันได้ หากผู้ที่อยู่ใกล้ไม่มีภูมิคุ้มกัน
  • รับประทานผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอ ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค
  • เมื่อมีอาการต่างๆตามที่กล่ามาข้างต้นให้รีบพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยเพราะจะเกิดการแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้