โรคไทฟอยด์ ( Typhoid fever ) คือ เกิดติดเชื้อโรคที่ลำไส้ จากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการท้องเสีย เกิดบ่อยในช่วงฤดูร้อน โรคระบบทางเดินอาหาร อาการของโรค การรักษาโรค และ แนวทางการป้องกัน ทำอย่างไร บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอกัน

โรคไทฟอยด์ ท้องเสีย โรคระบบทางเดินอาหาร โรคในฤดูร้อน

โรคไทฟอยด์ ( Typhoid fever ) คือ ภาวะเกิดติดเชื้อโรคที่ระบบลำไส้ จากเชื้อแบคทีเรีย Samonella typhi และ Samonella paratyphi ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย เกิดบ่อยในช่วงฤดูร้อน โรคระบบทางเดินอาหาร โรคชนิดหนึ่งที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ สามารถรักษาได้โดยการรับยาปฏิชีวนะ นอกจากนั้นแล้วยังมีวัคซีนสามารถป้องกันโรคนี้ได้ สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนมากเกิดจากการรับเชื้อทางอาหารและเครื่องดื่ม

ดังนั้น ควรเน้นสุขลักษณะที่ดีในชีวิตประจำวัน เช่น ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร รักษาความสะอาดอาหารทีทำ ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ ขับถ่ายให้ถูกที่ พบมากในประเทศที่ด้อยพัฒนา

สาเหตุการเกิดโรคไทฟอยด์

  • เชื้อแบคทีเรีย Samonella typhi และ Samonella paratyphi เจริญได้ดีในลำไส้
  • การรับเชื้อจากอาหาร น้ำดื่มที่สกปรกไม่ถูกสุขลักษณะ
  • อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ได้มาจากแหล่งน้ำที่มีการปล่อยสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ

อาการโรคไทฟอยด์ 

  • อาการไข้สูง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • หนาวสั่น เหงื่อออก
  • ปวดศีรษะ
  • เบื่ออาหาร
  • อาการอ่อนเพลีย
  • อาการปวดท้อง
  • มึนศีรษะ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ท้องผูก
  • เจ็บคอ
  • ผื่นแดง
  • หัวใจเต้นช้า
  • ท้องบวมโต
  • อาการโคมา

การตรวจโรคไทฟอยด์ 

เนื่องจากอาการไม่มีเอกลักษณ์ การตรวจวินิจฉัยโรคจะทำได้ยากมาก จะต้องทำการเพาะเชื้อเพื่อจะได้ทราบชนิดของเชื้อที่ได้รับแน่ชัด ถึงจะสามารถรักษาได้ตรงโรค

  • ตรวจอาการทั่วไป
  • เจาะเลือดเพื่อเพาะเชื้อ
  • เพาะเชื้อจากอุจจาระ หรือ น้ำย่อย
  • การตรวจแอนติเจน หรือ สารต่อต้านภูมิ
  • ตรวจแอนติบอดี้ ของเชื้อไทฟอยด์

การรักษาโรคไทฟอยด์ 

  • การใช้นาปฏิชีวนะ
  • การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด การให้น้ำเกลือ
  • หากอาการรุนแรงอาจจะต้องผ่าตัด เมื่อลำไส้มีปัญหา

การป้องกันโรคไทฟอยด์

  • การรักษาความสะอาดของอาหาร และ น้ำที่จะดื่มหรือรับประทาน ต้องปรุงสุกก่อนทุกครั้ง
  • ไม่รับประทานผลไม่ที่ยังไม่ได้ล้าง
  • ขับ่ายในสถาณที่ถูกสุขลักษณะ
  • เมื่อมีผู้ป่วยจะต้องป้องกันการแพร่เชื้อ การกันพื้นที่
  • รักษาความสะอาดในแม่น้ำละคลอง ไม่ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำลำคลอง
  • รับวัคซีนป้องกันโรคทุกๆ 5 ปี

โรคไส้ติ่งอักเสบ คือ การอักเสบของไส้ติ่ง ทำให้เกิดอาการบวมโต ปวดท้องด้านล่างขาว หากปล่อยให้ไส้ติ่งแตกอาจเป็นอันตรายได้ สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ การรักษาทำอย่างไร การป้องกันโรคอย่างไร บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอให้ทราบกัน

โรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่ง โรคระบบทางเดินอาหาร โรคลำไส้

โรคไส้ติ่งอักเสบ คือ ภาวะการอักเสบจากการติดเชื้อของไส้ติ่ง โดยทำให้เกิดอาการบวมโต และ ปวดท้องด้านล่างขาว หากไส้ติ่งแตกจะทำให้เชื้อแพร่กระจายเข้าสู่ช่องท้องและอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือด อันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งโรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย มีอันตรายพอสมควร เมื่อเป็นแล้วควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจแะทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจาย หากไม่รีบจะมีโรคอื่นแทรกซ้อนจะทำให้การรักษายุ่งยากมากยิ่งขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก อาการเบื้องต้นคือปวดท้องด้านขวา มีท้องเสีย ท้องผูก และอาเจียน

สาเหตุการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ

  • การติดเชื้อที่ไส้ติ่งทำให้เนื้อเยื่อที่ผนังของไส้ติ่งหนาขึ้น จนมีขนาดใหญ่ขึ้น บวมเต่ง
  • การที่มีสิ่งปฏิกูลเข้าไปอุดตัน เช่น อาหารที่ย่อยแล้วในลำไส้ใหญ่หลุดเข้าไป มีความแข็งและขนาดเล็ก
  • ปราสิตต่างๆ เช่น พยาธิ
  • เนื้องอก มีความผิดปกติของการแบ่งเซลล์ที่บริเวณไส้ติ่งทำให้เนื้อเยื่อเพิ่มจำนวนรวดเร็ว

อาการโรคไส้ติ่งอักเสบ 

  • ระยะต้น จะมีอาการจุก เบื่ออาหาร ปวดท้องกระทันหัน ปวดตรงกลางท้อง อาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ระยะกลาง เชื้อลุกลามเข้าเนื้อเยื่อขั้นกลาง มีการบวม อาการปวดท้องจะมีตรงด้านขวา มีอาการท้องเสีย ท้องผูก
  • ระยะท้าย การบวมของไส้ติ่งจะมากจนแตกในช่องท้อง จะมีไข้ เชื้อแพร่กระจายในช่องท้อง และเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เสียชีวิตได้

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ

  • การตรวจอาการเบื้องต้น คลำท้อง กดท้อง ดูอาการเจ็บ เอกซ์เรย์ดูช่องท้อง
  • ผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก ใช้เวลา 1 ชม. พักผ่อนที่โรงพยาบาล 3 วันก็สามารถกลับบ้านได้ หากไส้ติ่งแตกแล้วจะยากขึ้นเพราะอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ ทางที่ดีควรรีบพบแพทย์เพื่อผ่าตัดโดยด่วน

การป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบ

เนื่องจากเป็นโรคที่ป้องกันได้ยาก มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคน เมื่อพบว่าตนเองมีอาการปวด เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้องด้านขวา ให้รีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการผ่าตัด