กระเพาะอาหารอักเสบ ( Gastritis ) คือ การอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง สาเหตุของการเกิดโรคมีหลายสาเหตุ อาการของโรค การรักษาและการป้องกันการเกิดโรค ทำอย่างไร

โรคกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอักเสบ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ คือ โรคอะไร รักษาหายไหม อันตรายไหม รักษาอย่างไร ทำไมถึงเป็นโรคนี้ เป็นแล้วต้องทำอย่างไร ป้องกันไม่ให้เป็นได้ไหม บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอให้ทราบกัน

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ( Gastritis ) คือ ภาวะการอักเสบที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง สาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบมีหลายสาเหตุ แต่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลามากที่สุด เป็นโรคที่พบบ่อย มีความเสี่ยงสามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งชายและหญิง

กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร มีทั้งเป็นแบบเป็นๆ หายๆ ซึ่งทราบว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เอชไพโลไร หรือ เป็นครั้งเดียวแล้วหายเลย จากการรักษาภายใน 3 สัปดาห์ โรคนี้หากปล่อยเรื้อรังอาจจะกลายเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยไม่ควรนิ่งนอนใจเมื่อมีอาการปวดแสบท้อง ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาจะดีที่สุด

สาเหตุการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ 

  • การได้รับเชื้อเอชไพโลไร และติดเชื้อที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาได้
  • การได้รับเชื้อไวรัส ชนิดที่เพิ่มจำนวนได้ในกระเพาะอาหาร
  • การติดเชื้อราที่กระเพาะอาหาร ปกติแล้วภายในกระเพาะอาหารจะมีสภาวะเป็นกรดซึ่งไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา แต่บางรายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และ เป็นโรคอื่นแทรกซ้อนร่างกายจะอ่อนแอมากจนกระเพาะอาหารสามารถติดเชื้อราได้ เช่น โรคเอชไอวี
  • น้ำดีในลำไส้ใหญ่ล้นเข้าสู่กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • สภาวะทางจิตใจ ที่มีความเครียด ทำให้เกิดการระคายเคืองที่กระเพาะอาหาร
  • การได้รับการกระทบกระเทือยรุนแรงที่กระเพาะอาหาร เช่น อุบัติเหตุต่างๆ
  • การรับสารที่เป็นกรดหรือด่างรุนแรงโดยตรง เช่น คนที่ดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ มีฤทธิทำลายเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารโดยตรง
  • การสูบบุหรี่
  • เครื่องดื่มแอลลกอฮอล์
  • กาแฟ หรือเครื่องดื่มทีทมีส่วนผสมคาเฟอีน
  • ยาบาประเภทมีผลต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร เช่น สเตีนรอยด์ แอสไพริน

อาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ 

  • ปวดท้อง แสบๆ ใต้ลิ้นปี่
  • ท้องอืด ท้องเฝ้อ แน่นท้อง
  • อาการคลื่นไส้อาเจียน อาจมีเลือดปน
  • มีเลือดปนมากับอุจจาระ
  • ไม่อยากรับประทานอาหารอะไร น้ำหนักลด

การตรวจโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

  • ตรวจประวัติการรักษา
  • ตรวจร่างกายสอบถามอาการ
  • ส่องกล้องดูกระเพาะอาหาร
  • ตัดชิ้นเนื้อเยื่อกระเพาะอาหาร เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

  • รับยาเพื่อรักษาตามสาเหตุของการเกิดโรค เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย รับยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • รับยาเพื่อรักษาอาการไม่ให้ทรุดลง เช่น ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ ยาช่อยย่อย ยาบรรเทาอาการปวด
  • งดหรือลดพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุ เช่น งดบุหรี่ สุรา กาแฟ
  • หากป่วยเรื่อรังอย่าปล่อยผ่าน เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

  • ไม่รับสาเหตุการเกิดโรคเพิ่ม เช่น ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟมาก
  • ไม่รับประทานยาโดยไม่ได้รับการควบคุมจากแพทย์ตามที่กล่าวมาข้างต้น
  • รักษาความสะอาด ทั้งจากอาหารที่รับประทาน และภาชนะ และวัสดุที่ใช้รับประทาน
  • ไม่เครียดมากเกินไป รักษาสุขภาพจิต หากิจกรรมทำเพื่อลดความเครียด
  • พบแพทย์เมื่อมีอาการต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น ปฏบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พบแพทย์ตามนัดเสมอ

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ( colon cancer ) คือ การเกิดเนื้อร้ายที่ลำไส้ใหญ่ ระบบทางเดินอาหาร อาการท้องผูกบ่อย ปวดท้องอย่างรุนแรง มีเลือดปนมากับอุจจาระ ท้องเสียมีมูกเลือดปน อาจเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ สาเหตุการเกิด ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค อาการของโรค วิธีการรักษา ผลข้างเคียงจากการักษา การป้องกันตนเองจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคมะเร็ง

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ colon cancer โรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของคนไทย ในประเทศไทยพบว่าผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก โดยผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคนี้

สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

สาเหตุของการเกิดมะเร็งยังไม่แน่ชัด แต่พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ทำให้เกิดโรค มีรายละเอียด ดังนี้

  1. เกิดจากการเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง
  2. มีกรรมพันธุ์ มักพบว่าญาติพ่อแม่พี่น้องมีประวัติการป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
  3. พฤติกรรมการกิน โดยมักพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มักบริโภคอาหารที่มีกากไยต่ำ ชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง

อาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ นั้นจะมีอาการของโรค ที่พบบ่อย ดังนี้

  1. มีอาการท้องผูกบ่อย ปวดท้องรุนแรง เนื้องจากมีก้อนมะเร็งอุดกั้นทางเดินอุจจาระ
  2. มีเลือดปนมากับอุจจาระมากผิดปกติ
  3. ท้องเสียมากผิดปกติ มีมูกเลือดปน
  4. เบื่อการรับประทานอาหาร ไม่อยากอาหาร

การวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การตรวจวินิจฉัยโรคโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถตวจได้โดย การตรวจประวัติการรักษาของญาติว่ามีประวัติของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่ การดูพฤติกรรมการกิน อาหารที่ชอบกิน การตรวจชิ้นเนื้อ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ การเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูช่องท้องและลำไส้ใหญ่

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีวิธีการรักษาโดย การผ่าตัดในกรณีที่ตรวจพบในระยะแรกที่มะเร็งยังไม่ลุกลาม เมื่อผ่าตัดเสร็จจะมีการใช้รังสีและเคมีบำบัดเพื่อยับยั้งการลุกลามของมะเร็ง ทั้งนี้การพิจารณาการรักษาอยู่ตำแหน่งของก้อนเนื้อมะเร็งและระยะที่เป็น

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นมีผลข้างเคียงที่ควรรู้ มีดังนี้

  1. การใช้เคมีบำบัด เกิดอาการผมร่วง ซีด คลื่นไส้อาเจียร มีภาวะเกร็ดเลือดต่ำ หากเป็นแผลจะหายช้า มีการติดเชื้อได้ง่ายจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
  2. การใช้รังสี เกิดการระคายเคืองผิวหนังที่รักษา โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง
  3. การผ่าตัด เมื่อตัดลำไส้ส่วนที่เป็นก้อนมะเร็งออกจะส่งผลให้ลำไส้ใหญ่มีความยาวสั้นลง ส่งผลโดยตรงต่อการขับถ่าย แผลผ่าตัดอาจจะติดเชื้อ มีเลือดปน ท้องผูกท้องเสียได้ง่ายกว่าปกติ

ระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีระยะการเกิดโรค 4 ระยะ มีรายละเอียด ดังนี้

  1. ระยะแรก มีก้อนเนื้อขนาดเล็กยังไม่ลุกลามที่ผนังสำไส้
  2. ระยะที่สอง มีก้อนเนื้อลุกลามออกมาถึงเยื่อหุ้มชั้นนอกผนังลำไส้
  3. ระยะที่สาม มีการลุกลามของมะเร็งไปที่ระบบน้ำเหลืองบริเวณต่อมน้ำเหลืองใกล้ลำไส้ใหญ่
  4. ระยะสุดท้าย มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ผ่านระบบน้ำเหลือง ระบบเลือด ตรวจพบมะเร็งที่ ตับ ปอด สมอง กระดูก

สำหรับระยะการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีโอกาสการหายจากการรักษาขึ้นอยู่กับระยะที่เป็นคือ

  1. ระยะแรก หากตรวจพบในระยะนี้โอกาสหายคือ 75-80%
  2. ระยะที่สอง หากตรวจพบในระยะนี้โอกาสหายคือ 40-70%
  3. ระยะที่สาม หากตรวจพบในระยะนี้โอกาสหายคือ 20-60%
  4. ระยะสุดท้าย หากตรวจพบในระยะนี้โอกาสหายคือ 0-10%

การป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีวิธีการป้องการเกิดโรคได้โดย การเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองมะเร็ง ซึ่งยิ่งถ้าหากทราบว่าเป็นมะเร็งเร็วเท่าไหร่จะยิ่งมีโอกาสรอดจากการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น โดยบุคคลที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจ หรือหากพบว่าคนในครอบครัวหรือญาติมีการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ที่อยู่ในครอบครัวเดียวควรได้รับการตรวจเพื่อป้องการไว้ก่อน หรือกรณีมีติ่งเนื้อเกิดขึ้นที่ลำไส้ใหญ่ควรอย่ารีรอที่จะรักษา เพราะหากป่วยไว้เรื้อรังอาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ทั้งนี้ผู้สูงอายุควรหมั่นสังเกตุอาการผิดปกติของร่างกายตนเองดังนี้

  1. สังเกตุอุจจาระว่าปกติหรือไม่ มีเลือดปนหรือไม่ เกิดอาการเจ็บขณะขับถ่ายหรือไม่
  2. หากท้องผูกท้องเสียรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ
  3. ลดอาหารที่มีไขมันมาก เพิ่มอาหารที่มีกากไย ผักผลไม้มากขึ้น
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  5. ลอความเครียด พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด หากิจกรรมต่างๆเพื่อทำให้ไม่เครียด