โรคไส้ติ่งอักเสบ คือ การอักเสบของไส้ติ่ง ทำให้เกิดอาการบวมโต ปวดท้องด้านล่างขาว หากปล่อยให้ไส้ติ่งแตกอาจเป็นอันตรายได้ สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ การรักษาทำอย่างไร การป้องกันโรคอย่างไร บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอให้ทราบกัน

โรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่ง โรคระบบทางเดินอาหาร โรคลำไส้

โรคไส้ติ่งอักเสบ คือ ภาวะการอักเสบจากการติดเชื้อของไส้ติ่ง โดยทำให้เกิดอาการบวมโต และ ปวดท้องด้านล่างขาว หากไส้ติ่งแตกจะทำให้เชื้อแพร่กระจายเข้าสู่ช่องท้องและอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือด อันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งโรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย มีอันตรายพอสมควร เมื่อเป็นแล้วควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจแะทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจาย หากไม่รีบจะมีโรคอื่นแทรกซ้อนจะทำให้การรักษายุ่งยากมากยิ่งขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก อาการเบื้องต้นคือปวดท้องด้านขวา มีท้องเสีย ท้องผูก และอาเจียน

สาเหตุการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ

  • การติดเชื้อที่ไส้ติ่งทำให้เนื้อเยื่อที่ผนังของไส้ติ่งหนาขึ้น จนมีขนาดใหญ่ขึ้น บวมเต่ง
  • การที่มีสิ่งปฏิกูลเข้าไปอุดตัน เช่น อาหารที่ย่อยแล้วในลำไส้ใหญ่หลุดเข้าไป มีความแข็งและขนาดเล็ก
  • ปราสิตต่างๆ เช่น พยาธิ
  • เนื้องอก มีความผิดปกติของการแบ่งเซลล์ที่บริเวณไส้ติ่งทำให้เนื้อเยื่อเพิ่มจำนวนรวดเร็ว

อาการโรคไส้ติ่งอักเสบ 

  • ระยะต้น จะมีอาการจุก เบื่ออาหาร ปวดท้องกระทันหัน ปวดตรงกลางท้อง อาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ระยะกลาง เชื้อลุกลามเข้าเนื้อเยื่อขั้นกลาง มีการบวม อาการปวดท้องจะมีตรงด้านขวา มีอาการท้องเสีย ท้องผูก
  • ระยะท้าย การบวมของไส้ติ่งจะมากจนแตกในช่องท้อง จะมีไข้ เชื้อแพร่กระจายในช่องท้อง และเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เสียชีวิตได้

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ

  • การตรวจอาการเบื้องต้น คลำท้อง กดท้อง ดูอาการเจ็บ เอกซ์เรย์ดูช่องท้อง
  • ผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก ใช้เวลา 1 ชม. พักผ่อนที่โรงพยาบาล 3 วันก็สามารถกลับบ้านได้ หากไส้ติ่งแตกแล้วจะยากขึ้นเพราะอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ ทางที่ดีควรรีบพบแพทย์เพื่อผ่าตัดโดยด่วน

การป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบ

เนื่องจากเป็นโรคที่ป้องกันได้ยาก มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคน เมื่อพบว่าตนเองมีอาการปวด เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้องด้านขวา ให้รีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการผ่าตัด

ฝีในสมอง ( Brain abscess ) คือ การติดเชื้อที่สมองจนเกิดฝี เป็นโรคอันตราย ความรุนแรงสูง โรคระบบประสาทและสมอง สาเหตุของการเกิดโรค อาการของโรค การรักษาและการป้องกัน ทำอย่างไร 

ฝีสมอง ฝีในสมอง โรคฝีที่สมอง โรคฝีในสมอง

โรคฝีในสมอง คือโรคอะไร มีอาการโรคอย่างไร สาเหตุการเกิดโรคคืออะไร การตรวจโรคทำอย่างไร การรักษาและการป้องกันมีวิธีการทำเช่นไร บทความนี้จะนำข้อมูลมานำเสนอให้ทราบกัน

โรคฝีในสมอง ( Brain abscess ) คือ ภาวะการติดเชื้อในสมอง จนเกิดฝีขี้น จัดเป็นโรคอันตรายมีความรุนแรงสูง โรคระบบประสาทและสมอง โรคหนึ่งที่อยู่ในโรคการติดเชื้อภายในสมองและเนื้อเยื่อใกล้เคียง เรียกสภาพแบบนี้ว่าภาวะการติดเชื้อในสมอง หรือ Central nervous system infection โรคกลุ่มนี้มีความรุนแรงเป็นอย่างยิ่งเพราะหาก พบแพทย์ช้าอาจจะอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นควรเรียนรู้อาการป่วยเพื่อให้สามารถเข้าใจอาการและรีบพบแพทย์เมื่อพบอาการ โรคนี้ใกล้เคียงกับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

โรคฝีสมอง เป็นโรครุนแรงพบในเด็กได้มากกว่าผู้ใหญ่ เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหูน้ำหนวก โรคหัวใจพิการ ส่วนผู้ใหญ่มักป่วยจากการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือน จากการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่สมองและเกิดเป็นฝี

สาเหตุการเกิดโรคฝีในสมอง

  • การติดเชื้อจากการที่ได้รับเชื้อโดยตรง ส่วนมากจะมาจากอุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดที่สมองและเกิดการติดเชื้อหลังจากที่ผ่าตัด
  • การติดเชื้อจากอวัยวะอื่น และลามเข้าสู่กระแสเลือดสุดท้ายแพร่มาที่สมองทำให้เกิดฝีที่สมอง
  • การติดเชื้อจากอวัยวะต่างๆที่ใกล้เคียงสมอง เช่น จากหู ฟัน แผลที่ศีรษะและใบหน้า และมีเชื้อหลุดลอดเข้าสู่สมองจนเกิดฝีที่สมอง
  • บุคคลที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อมในสมองอยู่แล้ว เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • บุคคลที่มีภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้ว จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคนี้มากขึ้น
  • บุคคลที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด จะมีโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคนี้มากกว่าปกติ
  • การติดเชื้อเรื้อรังบริเวณหรืออวัยวะใกล้กับศีรษะ เช่น ไซนัสอักเสบ โรคเหงือกอักเสบ แผลติดเชื้อที่ศีรษะ

อาการผู้ป่วยโรคฝีในสมอง

  • มีอาการหนองไหลออกทางหู
  • อาการปวดหัว เดินเซไปมา
  • อาการชัก
  • อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • อาการตาพร่ามัว
  • อาการแขนขาอ่อนแรง
  • มีอาการไข้
  • ปวดหัวแบบรุนแรงมากๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคฝีในสมอง

  • ตรวจประวัติการรักษา
  • ตรวจอาการ
  • ตรวจร่างกาย
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  • ทำเอนอาร์ไอ

การรักษาโรคฝีในสมอง

  • การให้ยาต้านเชื้อที่ติด ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จนฝีหายโดยจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดเวลา
  • หากฝีไม่หายไปต้องทำการผ่าตัดเพื่อเอาฝีออก
  • รักษาและควบคุมโรคอื่นๆที่เป็นสาเหตุ เช่น หูน้ำหนวก โรคหัวใจ เพื่อเป็นการยับยั้งไม่ให้กลับมาเกิดโรคฝีในสมองซ้ำอีกครั้ง
  • หากทำการรักษาไม่ทันอาจจะทำให้เสียชีวิตได้
  • เมื่อรักษาแล้วอาจจะมีผลข้างเคียงบ้าง เช่น แขน ขา อ่อนแรง

การป้องกันการเกิดโรคฝีในสมอง

  • รักษาความสะอาดขั้นพื้นฐาน เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ
  • ควบคุมโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ที่จะเป็นสาเหตุของโรคฝีในสมอง
  • ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะที่จะกระทบกระเทือนต่อศีรษะ