โรคคางทูม ( Mumps ) คือ ภาวะการติดเชื้อไวรัส จนทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลาย ทำให้เกิดอาการบวมที่กกหูหน้าหู เป็นโรคชนิดหนึ่งของโรคหูคอจมูก  โรคคางทูม คือโรคอะไร มีสาเหตุการเกิดโรคจากอะไร รักษาหายไหม อันตรายไหม อาการที่พบเป็นอย่างไร การรักษาทำอย่างไร ป้องกันโรคได้ไหม บทความนี้จะนำข้อมูลมาเสนอให้ทราบกัน

คางทูม โรคคางทูม โรคหูคอจมูก โรค

โรคคางทูม ( Mumps ) คือ ภาวะการติดเชื้อไวรัส จนทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลาย ทำให้เกิดอาการบวมที่กกหูหน้าหู เป็นโรคชนิดหนึ่งของโรคหูคอจมูก ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ลักษณะของผู้ที่ป่วยโรค คือ จะเกิดอาการบวมที่กกหูหน้าหู ทำให้เรียกว่าโรคคางทูมเพราะลักษณะคือคางบวมนูนออกมา จริงๆแล้วเกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำลายใต้กกหู หรือต่อมพาโรติด เมื่อเกิดการอักเสบทำให้เกิดการบวมอย่างเห็นได้ชัด โรคนี้พบมากในเด็ก เพราะยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แต่ในผู้ใหญ่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ การติดต่อสามารถรับเชื้อได้ทางอากาศ ดังนั้นจึงป้องกันการรับเชื้อได้ยาก

สาเหตูการเกิดโรคคางทูม

  • การติดเชื้อไวรัส Paramyxovirus ที่ต่อมน้ำลาย ร่างกายที่มีภูมิคุ้มกันจะตอบสนองต่อเชื้อที่ได้รับ จนทำให้เกิดอาการอักเสบ
  • การได้รับเชื้อจากทางอาการ ลมหายใจ การไอ การจาม การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน พบมากในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และสามารถมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆได้เมื่อป่วย
  • ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ 2-3 สัปดาห์ หากได้รับวัคซีนจะไม่ทำให้เกิดอาการบวม

อาการโรคคางทูม 

  • มีอาการไข้ จากนั้น 2-3 วันจะมีอาการบวมอักเสบของต่อมน้ำลายข้างกกหูโดยจะเกิดขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะเกิดอีกข้างหนึ่ง
  • อาการอ่อนเพีย เบื่ออาหาร เมื่อกดดูจะพบว่าต่อมที่บวมนั้นนิ่ม เคี้ยวอาหารลำบาก เจ็บเวลากลืน บวมมากจนถึงขากรรไกร ปวดเวลาพูด
  • อาการแทรกซ้อนอักเสบที่ตับอ่อน และอัณฑะ หากเจ็บช่วงท้องและอัณฑะขณะเป็นโรคคางทูมควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคเพิ่มเติม

การรักษาโรคคางทูม

  • เนื่องจากเป็นการติดเชื้อไวรัสจึงไม่มีวิธีการรักษาเพื่อฆ่าเชื้อโดยตรง แต่จะเป็นลักษณะการประคับประคองอาการไม่ให้แทรกซ้อนหรือทรุดหนัก แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด และเน้นรักษาความสะอาดโดยเฉพาะในช่องปาก เพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อนในช่องปาก ลำคอและหู
  • นอนพักผ่อนเยอะๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสู้กับเชื้อไวรัส นอกจากนั้นเน้นประคบอุ่นบริเวณที่บวม และเช็ดตัวเพื่อลดอุณภูมิจากการเป็นไข้
  • ไม่ควรให้บุคคลภายนอกคลุกคลีกับผู้ป่วย ยกเว้นผู้ดูแล และควรใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน และทำความสะอาดร่างกายทุกครั้ง รวมทั้งไม่ให้มีการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • มีวัคซีนสำหรับเด็กแรกคลอดจนอายุ 9 เดือน สามารถรับวัคซีนป้องกันโรคได้โดยวัคซีนจะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อภูมิคุ้มกันมากก็สามารถต้านทานต่อเชื้อที่ได้รับได้
  • การพาไปรักษาแบบจีนโดยการเขียนหนังสือจีนบริเวณที่บวมนั้นไม่สามารถรักษาได้เพียงแต่ความเย็นของหมึกจีนอาจช่วยให้อาการบวดลดลงบ้างแต่ก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรต่อการรักษา ดังนั้นความเชื่อโบราณเป็นอะไรที่ผิดต่อหลักการแพทย์

การป้องกันโรคคางทูม

  • รับวัคซีนในเด็ก 9-12เดือน ชื่อคือmumps vaccineหรือ วัตซีนป้องกันโรคคางทูม นอกจากนั้นอาจจะรับวัคซีนรวม โรคหัด โรคหัดเยอรมัน ชื่อ เอมเอมอาร์ สามารถรับได้ที่สถาณพยาบาลทั่วไปเมื่อเด็กอายุครบ 9เดือน สามารถป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ด้วย
  • ไม่ควรปล่อยเด็กเป็นโรคคางทูมโดยเชื่อว่าเมื่อเป็นตอนเด็กครั้งเดียวแล้วจะไม่เป็นอีก ความเชื่อนี้อันตรายมาก เพราะหากเป็นตอนเป็นผู้ใหญ่จะรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่าดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงควรรับวัคซีนดีกว่า
  • โรคนี้หากไม่มีอาการแทรกซ้อนจะไม่อันตราย แต่หากมีอาการแทรกซ้อนจะอันตรายมาก ควรรับวัคซีนดีที่สุด