โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งที่พบมากในผู้ชาย ผู้ติดสุรา อาการไม่แสดงออกในระยะแรก อันตรายถึงชีวิต วิธีการรักษา ใช้เคมีบำบัด การป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ ติดสุรา ไวรัสตับอักเสบ ระยะแรกไม่แสดงอาการ

โรคมะเร็งตับ

หรือ liver cancer จัดเป็น โรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ของ ผู้ป่วยมะเร็งในลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับ มะเร็งชนิดอื่นแล้ว จัดเป็น อันดับสามของผู้ป่วยมะเร็งที่เสียชีวิต โดยอันดับหนึ่ง คือ โรคมะเร็งปอด อันดับสอง คือ โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยพบว่า ผู้ชาย มีโอกาส การเป็นโรคมะเร็งตับ มากกว่า ผู้หญิง และ พบได้น้อยในเด็ก เนื่องจาก ปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่ามาก

ชนิดของ โรคมะเร็งตับ 

มีสองชนิด คือ โรคมะเร็งตับที่เกิดจาก ตัวเนื้อเยื่อตับเอง ที่มีเซลล์มะเร็ง และ อีกชนิดหนึ่ง คือ โรคมะเร็งตับที่เกิดจาก การแพร่กระจาย มาจากมะเร็ง ของอวัยวะส่วนอื่น โดยทั่วไป หากกล่าวถึง โรคมะเร็งตับ จะหมายถึง มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อตับเอง โรคมะเร็งตับที่พบมากใน คนไทย นั้นจะเป็น มะเร็งตับที่เรียกว่า เอชซีซี (HCC, hepatocellular carcinoma) พบมากใน เพศชาย มากกว่า เพศหญิง ถึงสี่เท่าตัว โดย ผู้ป่วยมักจะมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆตามที่จะกล่าวต่อไป

โรคมะเร็งตับ มีสาเหตุการเกิดที่ยังไม่ทราบแน่ชัด

แต่มักจะพบว่า กลุ่มเสี่ยง ที่เป็น โรคมะเร็งตับ จะมีปัจจัยร่วมกัน คือ

  1. เป็นโรคตับแข็ง จากการดื่มสุรามากเกินไป ติดสุราเรื้อรัง
  2. ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ทั้งตับอักเสบ บี และตับอักเสบ ซี
  3. บริโภคอาหาร ที่มี เชื้อรา ที่สร้าง สารอะฟลาทอกซิน พวกถั่วลิสงบด ที่มีความชื้นมาก
  4. กรรมพันธุ์ มักพบ ญาติพ่อแม่พี่น้องที่ป่วย เป็นโรคนี้

โรคมะเร็งตับ มีอาการที่พบบ่อย

ในกรณีที่มะเร็งตับลุกลามแล้ว คือ

  1. คันตามเนื้อตัว
  2. ซูบผอมลง อย่างเห็นได้ชัด
  3. มีน้ำในช่องท้อง หายใจลำบากเหนื่อยหอบ เกิดจาก น้ำในช่องท้องเบียดปอด ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่
  4. อาการเบื่ออาหาร กินได้ไม่เยอะ เพราะน้ำในช่องท้องเบียดกระเพาะอาหาร
  5. ลูบคลำเจอตับ ตับโต ขยายขนาดขึ้นมาก จนลูบคลำเจอ
  6. แน่นท้อง อึดอัด บริเวณช่องท้องด้านขวาบน
  7. กรณีที่ยังไม่ลุกลาม จะยังไม่พบอาการผิดปกติ ของ ร่างกาย

โรคมะเร็งตับ มีการตรวจวินิจฉัย

โดยแพทย์จะตรวจประวัติการรักษา การดำรงชีวิต การรับประทานอาหาร การดื่มสุรา การตรวจช่องท้องอัลตราซาวด์ การเอกซเรย์ การเจาะเลือด การตรวจชิ้นเนื้อเพื่อดูว่าเป็นเซลล์ปกติหรือเซลล์มะเร็ง

โรคมะเร็งตับ มีระยะการป่วยอยู่ 4 ระยะ คือ

  1. ระยะแรก ยังไม่แสดงการมาก มีก้อนเนื้อขนาดเล็ก
  2. ระยะที่สอง มีการลุกลามมากขึ้น มีก้อนเนื้อขนาดเล็กหลายก้อน
  3. ระยะที่สาม ก้อนเนื้อโตมากขึ้น ลุกลานไปเนื้อเยื่อข้างเคียง แพร่กระจายไปยังระบบน้ำเหลือง กระแสเลือด
  4. ระยะสุดท้าย แพร่กระจายทั่วร่างกาย ตามอวัยะที่สำคัญต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ทั่วร่างกาย สมอง กระดูก ช่องท้องโตเห็นได้ชัด

โรคมะเร็งตับ มีวิธีการรักษา

โดยในระยะต้น ถ้าหากทราบว่าป่วยเป็น มะเร็งตับจะมีการใช้ การใช้เคมีบำบัด การฉายรังสี การใช้ยาตรงเป้าหมาย การผ่าตัดร่วมกัน

โรคมะเร็งตับ มีผลที่ตามมาต่อการรักษา คือ

  1. เลือดออกได้ง่าย บาดแผลจะหายได้ยาก ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ ผลมาจาก การใช้ยารักษาตรงจุด
  2. ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนแรง ซีด คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ซึ่งเป็นผลมาจากการ ใช้เคมีบำบัด
  3. ภาวะตับวาย ไตวาย เกิดติดเชื้อที่เนื้อเยื่อตับ เป็นผลจากการใช้รังสีรักษา
  4. เนื้อตับติดเชื้อ จากการผ่าตัด อาจจะต้องปลูกถ่ายตับใหม่

โรคมะเร็งตับ มีวิธีการป้องกัน คือ

  1. ลดการดื่มสุรา เครื่องดื่มแฮลกอฮอลล์ทุกชนิด เพราะ ส่งผลโดยตรงต่อ การทำงานของตับ
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดไขมัน แป้ง เพิ่ม กากใย ผัก พลไม้ให้มากขึ้น
  3. ตรวจพยาธิเป็นประจำ ไม่รับประทานอาหารดิบ ป้องกันความเสี่ยงจากพยาธิใบไม้ในตับ
  4. ตรวจสุขภาพร่ากายเป็นประจำทุกปี หมั่นสังเกตุ อาการผิดปกติของร่างกายตนเอง หากพบอาการผิดปกติ ให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อ การตรวจรักษาได้ในระยะต้น ของ การเป็นโรคมะเร็งตับ

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88

โรคหัวใจ สาเหตุการเกิดโรคหัวใจ อาการโรคหัวใจ การรักษา การตรวจวินิจฉัย การป้องกันโรคหัวใจ

โรคหัวใจ ภาษาการแพทย์เรียก Heart disease หมายถึงภาวะความผิดปกติที่เกิดที่หัวใจ ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจ

โดยมากจะเกิดจากหลอดเลือดที่หัวใจ โรคหัวใจจึงมักหมายรวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease หรือ Coronary heart disease) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย 25% ของผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมด

เมื่อหลอดเลือดหัวใจเกิดการตีบแคบจะส่งผลทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้เต็มที่ ทำให้หัวใจขาดเลือด กล้าเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดก็จะตาย จึงส่งผลต่อการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้เกิดอาการผิดปกติตามมามากมาย โรคหลอดเลือดในหัวใจ จึงอันตรายมาก

โรคหลอดเลือดในหัวใจ พบมากในผู้ชายมากกว่าหญิง และส่วนมากผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้มากกว่าวัยหนุ่มสาว แต่พบว่าหลังจากอายุ 60 ปีขึ้นไปความเสี่ยงที่เป็นโรคนี้ในชายและหญิงจะเท่ากัน

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ มีสาเหตุการเกิด  สาเหตุมาจากการหดตัวของหลอดเลือดหัวใจซึ่งเป็นผลมากจากสภาวะต่างๆที่กระทบจิตใจ เช่น ความเครียดต่างๆ หรือ เป็นผลมาจากการที่มีไขมันมาพอกที่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดการตีบของหลอดเลือดหัวใจ จึงทำให้เลือดไม่สามารถมาหล่อเลี้ยงกล้าเนื้อหัวใจได้เต็มที่ หรือเกิดจากการอักเสบของผนังหลอดเลือดหัวใจทำให้เกิดการจับตัวของเกร็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวเพื่อซ่อมแซมการอักเสบ แต่จะส่งผลให้หลอดเลือดแคบลง ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจดังที่กล่าวมา

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ มีความเสี่ยงในบุคคลต่อไปนี้

  1. กรรมพันธุ์ บุคคลที่มีญาติพ่อแม่พี่น้องป่วยโรคนี้มักจะพบว่ามีโอกาสเสี่ยงจะเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่ไม่มี
  2. บุคคลที่มีความเครียดสูง พบว่าคนที่มีความเครียดมากจะส่งผลต่อการหดตัวของหลอดเลือดมากกว่าคนปกติ
  3. บุคคลที่ชอบทานอาหารมัน หรืออาหารที่มีไขมันสูง จะส่งผลให้ไขมันไปพอกตามเส้นเลือด
  4. บุคคลที่ขาดการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
  5. บุคคลที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคควมดันโลหิตสูง
  6. บุคคลที่ติดบุหรี่ ควันบุหรี่ส่งผลโดยตรงต่อการหดตัวของหลอดเลือดหัวใจ และการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
  7. บุคคลที่มีไขมันในเลือดสูง มักพบว่าหลอดเลือดหัวใจจะตีบ

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ มีอาการที่พบบ่อยดังต่อไปนี้ 

  1. ตรวจพบว่าไขมันในเลือดสูงกว่าค่าปกติ
  2. ตรวจพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  3. ตรวจพบว่ามีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย ร้าวไปไหล่แขนด้านซ้าย
  4. ตรวจพบอาการหัวใจล้มเหลว เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เรียกอาการนี้ว่าหัวใจวาย
  5. เมื่อออกกำลังกายหรือออกแรงมากๆจะเกิดการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  6. ระยะแรงที่เป็นจะตรวจไม่พบอาการ เพราะหลอดเลือดยังตีบไม่มาก

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ มีวิธีการตรวจและวินิฉัยโรคโดย การตรวจสอบประวัติการรักษาของญาติ ว่ามีญาติที่ป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ จากนั้นจะตรวจร่างกายโดยเริ่มจากการวัดความดันโลหิต การเจาะเลือดเพื่อดูไขมันในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อดูการทำงานของหัวใจว่าปกติหรือไม่

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ มีวิธีการรักษาโดย การให้คำแนะนำการใช้ชีวิตให้มีพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มักจะใช้ยาร่วมด้วย โดยจะเป็นยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยาต้านการแข็หัวของหลอดเลือด ยาลดไขมันในเลือด การผ่าตัดขยายหลอดเลือดในรายที่มีอาการวิกฤต

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ มีอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากทำให้การใช้ชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเพราะไม่สามารถออกแรงได้มาก เพราะจะทำให้เกิดอาการหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวโดยฉับพลัน อีกกรณีนึงคืออัมพฤกษ์ อัมพาต จากการที่สมองขาดเลือดไปล่อเลี้ยง เพราะการทำงานของหัวใจลดลงทำให้เลือดไปไม่ถึงเซลล์สมองจึงเกิดการตายทำให้ไม่สามารถสั่งการร่างกายได้ จึงเกิดเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ มีวิธีดูแลตัวเองดังนี้

  1. รักษาสุขภาพใจ ไม่เครียดหากิจกรรมเพื่อลดความเครียด
  2. ควบคุมอาการโรคอื่นที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ไม่ให้รุกรามมากขึ้น
  3. ควบคุมการออกกำลังกายควรเป็นประจำสม่ำเสมอ และไม่หักโหมจนเกินไป
  4. ควบคุมการกิน ลดอาหารมัน เช่น อาหารทอด อาหารผัด ควรเพิ่มประเภทต้ม นึ่ง
  5. รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งคัด ไม่ขาดยา
  6. ปฏิบัติตนตามคำสั่งแพทย์
  7. พบแพทย์ตามนัด สม่ำเสมอ หมั่นสังเกตุอาหารตนเอง
  8. หากพบว่ามีอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวด้านซ้าย เหนื่อยหอบผิดปกติ หายใจเร็ว เหงื่อออกมาก หน้ามืดจะเป็นลม หยุดหายใจ ต้องพบแพทย์ทันที เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ สามารถป้องกันได้ดังนี้

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
  2. พบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาหารผิดปกติของร่างกาย
  3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิต ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ลดอาหารมัน ควบคุมน้ำหนัก และรับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ ลดภาวะที่จะทำให้เกิดความเครียด เช่น การทำงานที่เครียดหนักเกินไป เพิ่มกิจกรรมต่างๆเพื่อลดความเครียด