โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคความดัน โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง ภาษาการแพทย์ เรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง ( High blood pressure ) ส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุทั้งหมด และจะพบในชายมากกกว่าหญิง บางครั้งพบในเด็กแต่ไม่บ่อยนัก สาหตุและการรักษาโรคความดัน ทำอย่างไร

โรคความดัน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไม่ติดต่อ

ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท แต่คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง คือวัดค่าความดันได้ 140/90 มม.ปรอท ขึ้นไปจะถือว่าเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ชนิดของโรคความดันโลหิตสูง

สำหรับโรคความดันโลหิตสูง สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ โรคความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ และ โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด สำหรับชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนนั้นมากถึง 90 เปอร์เซนต์ ด้วยเหตุนี้หากกล่าวถึงโรคความดันโลหิตสูงให้เข้าใจหมายถึงโรคความดันโลหิตสูง ชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

สาเหตุการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุการเกิดแน่ชัดจึงไม่สามารถระบุได้ชัดเจนแต่มักจะมีปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมความดันโลหิตซึ่งมีปัจจัยที่ควบคุมดังนี้

  1. พฤติกรรมการกิน ส่วนมากพบในผู้ป่วยที่ชอบรับประทานอาหารเค็ม ความเค็มหมายถึงการมีเกลือโซเดียมอยู่ในอาหารมาก เมื่อโซเดียมอยู่ในกระแสเลือดมากจะดึงน้ำให้เข้มาอยู่ในกระแสเลือดมากจึงทำให้ปริมาณของเหลวในกระแสโลหิตเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง
  2. กรรมพันธุ์ ส่วนมากมักพบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จะมีญาติพ่อแม่พี่น้องที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  3. ในโรคความดันโลหิตสูงชนิดที่รู้สาเหตุแน่ชัด เกิดจากโรคอื่นๆที่ส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือด ต่อการทำงานขอหัวใจ กระบวนการรักษาสมดุลเกลือในร่างกาย และระดับฮอร์โมน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง หลอดเลือดเลี้ยงไตอักเสบ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ผู้เป็นเนื้องอกบริเวณต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง
  4. โรคเบาหวาน เนื่องจากจะก่อให้เกิดการตีบแคบของหลอดเลือดจึงเกิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  5. โรคอ้วน เนื่องจากเกิดการเกาะตัวของไขมันในหลอดเลือดมากจึงเกิดการตีบของหลอดเลือดและเกิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  6. พฤติกรรมการสูบบุหรี่ มักพบว่าผู้ติดบุหรี่จะมีการตีบของหลอดเลือดไตและหัวใจ
  7. พฤติกรรมการติดสุรา เนื่องจากจะส่งผลต่อการบีบตัวของหัวใจมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง พบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยติดสุราที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  8.  พฤติกรรมการไม่ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน
  9. ผู้ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ มักจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง

อาการของโรคความดันโลหิตสูง 

โดยปกติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการเด่นชัด แต่มักจะเป็นโรคอื่นๆร่วมด้วย เช่นโรคห้วใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคอ้วน โรคเบาหวาน อาการโดยรวมจะมีการปวดหัว มึงงง หากอาการหนักเข้าขั้นวิกฤตอาจจะเสียชีวิตได้

การตรวจวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง

ทำได้โดยการตรวจประวัติ พฤติกรรมการกินการดื่ม ญาติพ่อแม่พี่น้องที่ป่วยโรคนี้ ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจน้ำตาลในเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูการทำงานของหัวใจ ตรวจไขมันในเลือด

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

การรักษามักจะเป็นการประคับประครองอาการมากกว่า โดยการให้ยาลดความดันโลหิต และการให้คำแนะนำเพื่อระมัดระวังการเกิดโรคอื่นๆ ที่จะตามมาเช่โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง นอกจากนั้นจะแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆข้างเคียง

ระดับความอันตรายของโรคความดันโลหิตสูง

  1. 120-139/80-89 มม.ปรอท อันตรายไม่มากควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน การดื่ม
  2. 140-159/90-99 มม.ปรอท โรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
  3. 160/100 มม.ปรอท โรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 2
  4. 180/110 มม.ปรอทขึ้นไประยะอันตรายมาก ต้องพบแพทย์โดยด่วน เพราะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะไต สมอง หัวใจล้มเหลว
  5. 220/140 มม.ปรอทขึ้นไประยะวิฤต ต้องพบแพทย์โดยทันที

การดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

  1. ควรพบแพทย์โดยด่วนเมื่อมีอาการ ปวดหัวมาก เท้าบวม เจ็บหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน
  2. มาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาตามนัดทุกครั้ง
  3. งดการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. ไม่เครียด ไม่ทำกิจกรรมที่ทำให้เครียด
  5. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  6. ลดอาหารพวกไขมันมาก ของทอด แป้ง น้ำตาล อาหารเค็ม
  7. รับประทานยาที่ได้รับมาอย่าให้ขาด
  8. ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งคัด

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

  1. ตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง
  2. ไม่เครียด ทำกิจกรรมเพื่อลดความเครียด
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนักเกินไป
  4. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 140 นาที
  5. รักษาสมดุลการกิน ให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ไม่ทานแป้ง ไขมัน น้ำตาล หรือ ของเค็มมากเกินไป เพิ่มการทานผักผลไม้ให้มากขึ้น

โรคเก๊าท์ ( Gout ) คือ โรคที่เกิดจากการสะสมของตะกอนยูริคตามข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อกระดูก จัดเป็น โรคไม่ติดต่อ โรคเกี่ยวกับข้อและกระดูก โดยมากอาการเก๊าท์จะปวดบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ซึ่ง หัวแม่เท้าบวมแดง มีอาการปวดแบบฉับพลัน ส่วนมากจะพบในผู้ป่วยที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ชายเป็นเก๊าท์มากกว่าผู้หญิง บางครั้งอาจพบการปวดในหลายๆข้อพร้อมๆกันได้ เป็นอาการป่วยเรื้อรังต้องได้รับการรักษาดูแลตลอดชีวิต

โรคเก๊าท์ เก๊าท์ การรักษาเก๊าท์ โรคข้อและกระดูก

สาเหตุการเกิดโรคเก๊าท์ 

เกิดจากการสะสมของกรดยูริคในเลือดในปริมาณที่มากเกินกว่าปกติเป็นเวลานาน จนเกิดการสะสมของตะกอนยูริคตามข้อต่างๆ ทำให้เกิดการอักเสบบวมแดง เกิดอาการปวด หรือสะสมในไตทำให้เกิดนิ่วในไต เนื่องจากปริมาณการขับยูริคออกทางไตทำได้น้อยกว่าปกติจึงทำให้เกิดยูริคสะสมในกระแสเลือด ซึ่งเป็นเหตุมาจากพันธุกรรม หรือพฤติกรรมการบริโภคของผู้ป่วยที่ชอบทานอาหารที่มีพิวรีนมาก หรือชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ เบียร์  ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวจนกว่าจะมีอาการปวดบวมแดงที่นิ้วหัวแม่เท้าตามที่กล่าวมาข้างต้น นอกนั้นแล้วยังพบว่าเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมจากยีนABCG2 ซึ่งสามารถส่งต่อจากบิดามารดาถึงบุตรได้ ทำให้ผู้ที่มีความผิดปกติของยีนABCG2 มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์แม้อายุยังน้อยและสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

กลุ่มเสี่ยงหรือข้อสังเกตุผู้เป็นโรคเก๊าท์                                                                                                            

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักพบว่ามีพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
  2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคเลือด โรคทาลัสซีเมีย โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง มักจะมีโรคเก๊าท์ร่วมด้วย
  3. เป็นโรคไต ภาวะไตวาย ตะกั่วเป็นพิษ ทำให้ไตขับกรดยูริคออกจากเลือดได้น้อย
  4. ผู้ป่วยโรคไฮโปไทรอยด์ ส่งผลให้ยูริคในเลือดสูง
  5. พบโรคนี้ได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  6. ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
  7. ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีกรดยูริก (สารพิวรีน) สูงอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เช่น เนื้อสัตว์ปีก ยอดอ่อนของผักบางชนิด
  8. ผู้ป่วยโรคอ้วน น้ำหนักตัวเกิน
  9. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  10. ผู้ป่วยจะปวดตามข้อต่างๆในเวลาอากาศเย็นมากกว่า
  11. ผู้ใช้ยา เลโวโดปา ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ แอสไพริน ไซโคลสปอริน จะส่งผลต่อการขับกรดยูริคในเลือดของไต

อาการโรคเก๊าท์

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแบบรุนแรงรวดเร็ว ส่วนมากจะเกิดภายใน 1 วัน โดนจะปวดที่นิ้วแม่เท้าก่อน ซึ่งแสดงถึงการเป็นโรคเก๊าท์ หรืออาจจะเป็นที่ข้อเท้า ข้อเข่า บริเวณที่ปวดจะมีอาการปวมแดงอย่างเห็นได้ชัด มีการบวมตึง และจะมีการเจ็บปวดเมื่อสัมพัส เดินไม่สะดวก เจ็บทุกครั้งที่เดิน เกิดความปวดผิดปกติอย่างไม่เคยพบมาก่อนในขณะเดิน

ข้อสังเกตุอื่นของโรคเก๊าท์

  1. การปวดครั้งแรกจะปวดไม่กี่วันแล้วหายไปเอง
  2. มีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  3. มักจะปวดหลังจากดื่มเครื่อแอลกอฮอล์ และจะเป็นเวลากลางคืน
  4. จะมีอาการปวดกำเริบทุกๆปี หากปล่อยเรื้อรังจะมีอาการปวดบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น อาจจะ หกเดือน ทุกเดือน หรือ ทุกสัปดาห์
  5. จะมีตุ่มตุ่มโทฟัส ที่บริเวณข้อต่างๆ หู จะมีสารสีขาวออกมา เป็นผง กลายเป็นแผลเรื้อรัง อาจจะส่งผลให้พิการไม่สามารถขยับข้อต่างๆได้

โรคแทรกซ้อนจากการเป็นโรคเก๊าท์

  1. เกิดปุ่มผลึกยูริค ตามข้อต่างๆและใบหู หากปล่อยเรื้อรัง ส่งผลต่อบุคคลิกภาพ การเข้าสังคม สภาพจิตใจ อาการทางจิต
  2. ข้อพิการหากไม่ได้รักษา เดินไม่ได้ ขยับแขนไม่ได้ นิ่วในไต ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  3. กรรมพันธุ์ร่วมกับ์โรคเก๊าท์ ได้แก่ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์มักเป็นโรคต่างๆเหล่านี้ร่วมด้วย
  4. หากปล่อยเรื้อรังอาจจะเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบโรคหลอดเลือดสมองตีบ และไตวายจนเสียชีวิตได้

การตรวจวินิจฉัยโรคเก๊าท์

ตรวจจากประวัติการรักษาโรคต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับโรคเก๊าท์ พฤติกรรมการกิน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรรมพันธุ์จากประวัติการป่วยของญาติพ่อแม่พี่น้อง ตรวจร่างกายข้อต่อที่ปวมแดง ลองให้ผู้ป่วยเดินว่าเดินสะดวกหรือไม่ เจาะเลือดเพื่อดูระดับของกรดยูริก เอ็กเรย์ดูข้อต่อที่ปวมแดง ดูปุ่มยูริค การเจาะข้อต่อเพื่อดูผลึกยูริค หากเจอผลึกของยูริคเรียงผลึกยูเรต แพทย์ก็จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์

โรคเกาต์เทียม คือ โรคที่มีอาการปวดตามข้อคล้ายโรคเก๊าท์ แต่จะตรวจได้จากการเจาะข้อที่ปวดเพื่อส่องกล้อง หากพบผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต ( Calcium phosphate ) ที่ไม่ใช่ผลึกยูเรต จะมีอาการไข้ร่วมด้วย แต่กาการจะทุเลาและหายไปเองในที่สุด

การรักษาโรคเก๊าท์ 

เป็นการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ยาร่วมกัน โดยผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองและเข้าพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับยาและคำแนะนำทางพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน

การปรับพฤติกรรมเพื่อรักษาโรคเก๊าท์

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้ไตขับกรดยูริคได้มากขึ้น
  3. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ หากจำเป็นต้องดิ่มควรดื่มแต่น้อย เพราะจะไปรบกวนกระบวนการขับกรดยูริคของไต ทางที่ดีควรเลิกดื่มโดยเด็ดขาด
  4. รับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงลดลง สามารถรับประทานได้แต่ในปริมาณไม่มาก อาหารที่ควรรับประทานน้อย ได้แก่ สะตอ หน่อไม้ ถั่ว  ผักโขม ผักปวยเล้ง ใบขี้เหล็ก เนื้อสัตว์ ปลา ปลาหมึก ปู ดอกกะหล่ำ
  5. อาหารที่รับประทานได้ปกติ ได้แก่ นมพร่องไขมัน โยเกิร์ต เนย ช็อกโกแลต ชา กาแฟ ข้าว ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต แป้ง ไข่ เต้าหู้ผักที่ไม่ใช่ยอดอ่อน หัวกะหล่ำ ผลไม้ทุกชนิดธัญพืช ปลาน้ำจืด
  6. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ยอดผัก เห็ด สาหร่าย อาหารที่ใส่ยีสต์ (ขนมปัง เบียร์) น้ำต้มกระดูก กระถิน ชะอม ดอกสะเดา ยอดแค หอย ปลาซาร์ดีน ปลาแฮริง ปลา ส้ตัน ปลาดุก กะปิ ซุปก้อน น้ำสกัดเนื้อ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ไข่ปลา
  7. รับประทานผักและผลไม้ แต่หลีกเลี่ยงผักยอดอ่อน
  8. สังเกตุตนเองว่ารับประทานอาหารชนิดใดแล้วเกิดอาการปวด ให้หลีกเลี่ยงอาหารนั้น
  9. ผู้ที่เป็นโรคอ้วน น้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนัก ดดยการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่โหมหนัก เพราะจะทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติส่งผลต่อการขับยูริคของไต จะส่งผลทำให้อาการปวดกำเริบรุนแรงมากขึ้น
  10. ระวังการกระทบกระเทือนข้อต่อต่างๆ
  11. หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดที่ซื้อกินเอง
  12. ห้ามบีบนวดข้อต่อที่ปวดเพราะจะทำให้ปวดมากยิ่งขึ้น อักเสบมากขึ้น
  13. ประคบด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำแข็งบริเวณที่ปวด
  14. พบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  15. ดื่มนมวันละ 1 แก้วเพราะการดื่มนมจะช่วยให้ไตสามารถขับกรดยูริคออกจากกระแสเลือดได้มากขึ้นเพราะนมมีสารอนิลิน ซึ่งข้อมูลนี้น่าเชื่อถือได้จากผลการวิจัยเก็บข้อมูล 12 ปี
อาการเจ็บ อาการปวด อาการของโรค อาการป่วย
อาการปวด
อาการแพ้ อาการป่วย อาการของโรค อาการ
อาการแพ้
อาการของโรค อาการป่วย คลื่นไส้ อาเจียน
อาการคลื่นไส้อาเจียน
อาการเหนื่อยล้า อาการอ่อนเพลีย อาการของโรค อาการป่วย
อาการอ่อนเพลีย

สมุนไพร คือยาที่ได้จากธรรมชาติ ใช้ในการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย สมุนไพรที่ได้จากพืช จะใช้ส่วนต่างๆของพืช เช่น ใบ ดอก ผล เปลือกผล เมล็ด เปลือกเมล็ด ราก หัว ต้น แก่น กระพี้ เนื้อไม้ เปลือกไม้ เป็นต้น
หมามุ่ย เม็ดหมามุ่ย เมล็ดหมามุ่ย ต้นหมามุ่ย
หมามุ่ย
หญ้าแพะหงี่ สมุนไพรหญ้าแพะหงี่ Horny goat weed ยาหญ้าแพะหงี่
หญ้าแพะหงี่
ว่านชักมดลูก สมุนไพรชักมดลูก ยาว่านชักมดลูก ต้นว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก
มะเขือเทศ สมุนไพร สมุนไพรไทย สรรถคุณของมะเขือเทศ
มะเขือเทศ
ม้ากระทืบโรง สมุนไพรม้ากระทืบโรง ยาม้ากระทืบโรง ยาดองม้ากระทืบโรง
ม้ากระทืบโรง
โสม โสมเกาหลี โสมขาว สมุนไพรโสม
โสม
กวาวเครือขาว กวาวเครือ หัวกวาวเครือขาว สมุนไพรกวาวเครือขาว
กวาวเครือขาว
ถั่งเช่า ตังถั่งเช่า สมุนไพร สมุนไพรจีน
ถั่งเช่า
โรคและการรักษาโรค คือ ความผิดปกติของร่างกายที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ โรคต่างๆ เป็นอย่างไร อาการของโรค การรักษาโรค ชนิดของโรค
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคอ้วน
โรคอ้วน
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคระบบประสาทและสมอง
โรคระบบประสาทและสมอง
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคตา
โรคตา
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคหูคอจมูก
โรคหูคอจมูก
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคทางเดินอาหาร
โรคระบบทางเดินอาหาร
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคทางเดินหายใจ
โรคระบบทางเดินหายใจ
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคติดเชื้อ
โรคติดเชื้อ
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคติดต่อ
โรคติดต่อ
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคระบบฮอร์โมน
โรคระบบต่อมไร้ท่อ
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคไต
โรคไต
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคข้อและกระดูก
โรคข้อและกระดูก
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้
โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ โรคมะเร็ง
โรคมะเร็ง