ตรวจเลือดเพื่อดูค่าไต คืออะไร เจาะเลือดดูค่าไต ตรวจการทำงานของไต ตรวจค่าไต ตรวจโรคไต ตรวจไตแพงไหม ตรวจไตราคาเท่าไหร่ ค่าไตจากผลเลือด ไตเสื่อม ไตวาย เปลี่ยนไต บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลให้ทราบ

ตรวจเลือดดูค่าไต เจาะเลือดดูไต ตรวจการทำงานไต ตรวจไต

ไต ถือเป็นอวัยวะสำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย เพราะ ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกาย ออกทางปัสสาวะ นอกจากนั้น ยังผลิตฮอร์โมนที่สำคัญต่างๆ เกี่ยวข้องกับสมดุลน้ำในร่างกาย ในไตจะมีหน่วยไต หรือ Nephrons ในร่างกายของเรามีไต 2 ข้าง ซึ่งหากข้างไตข้างหนึ่งไม่ทำงาน อีกข้างหนึ่งก็สามารถทำงานแทนได้ สภาพไตที่เสียไปแล้ว 80 เปอร์เซนต์ ก็ยังไม่แสดงอาการป่วยใดๆ ดังนั้น การทราบค่าไต หรือ ค่าการทำงานของไต ตั้งแต่ยังไม่เสื่อม ในระยะต้นๆ จะเป็นการป้องกันการเสียไตได้ดีที่สุด หากไตเสื่อมไม่สามารถทำงานได้ จะต้องทำการฟอกเลือด เพื่อทดแทนการทำงานของไตที่เสียไป

อาการบ่งบอกความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต

การสังเกตุอาการตนเอง เบื้องต้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ หากทราบเร็วเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่ามีโอกาสเข้ารับการรักษา การดูแลป้องกันการเสื่อมของไต มากขึ้นเท่านั้น โรคไต มักมีความสำพันธ์กับ โรคเบาหวาน และ ระดับไขมันในเลือด  อาการเบื้องต้นได้แก่

  • อ่อนเพลียง่าย ไม่ทราบสาเหตุ
  • คันยุบยิบตามเนื้อตัว
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปัสสาวะผิดปกติ ปริมาณลดลง มีเลือดปน สีเข้มผิดปกติ
  • เท้าบวม

การตรวจเลือดค่าไต ได้แก่

การเจาะเลือด ก่อนเจาะจะต้องมีการเตรียมตัว งด น้ำอาหาร หรือ ยาประจำตัว ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งคัด เพราะ อาจจะทำให้ผลการวิเคราะห์คาดเคลื่อนได้ ค่าไต จากการเจาะเลือดที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ ได้แก่

  • การตรวจอัตราการกรองของไต Estimated Glomerular Filtration Rate (eGFR) ค่าปกติ คือ 100 millilitres per minute per 1.73m² (mL/min/1.73m²) ถือว่าการทำงานของไต 100 เปอร์เซนต์ หาก เท่ากับ 50 mL/min/1.73m² แสดงว่าการทำงานของไตเหลือ 50 เปอร์เซนต์ ระดับความรุนแรงของค่าไตที่ลดลงแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่
    • ระดับที่ 1: 90 หรือ มากกว่า (normal kidney function) ปกติ ไม่มีความเสียหายใดๆเกิดขึ้น
    • ระดับที่ 2: 60-90  (mild decline in kidney function) ค่าตำกว่าปกตินิดหน่อย แต่ยังไม่ถือว่าอันตราย
    • ระดับที่ 3: 30-59 (moderate decline in kidney function) ค่าการทำงานของไตกลางๆ เฝ้าระวังการเกิดโรคไต
    • ระดับที่ 4: 15-29 (severe decline in kidney function) การทำงานของไตลดลงอย่างมาก ต้องเข้ารับการรักษา
    • ระดับที่ 5: น้อยกว่า 15 (kidney failure, usually requiring dialysis) การทำงานของไตล้มเหลว ต้องรับการรักษาโดยด่วน
  • การตรวจ Creatinine คือ ของเสียที่ร่างกายขับออกมาทางไต ทุกวันในปริมาณที่เท่าๆกัน หากมีปริมาณที่ลดลงก็สามารถบ่งบอก ถึงการทำงานของไตที่ลดลงได้ ค่ามาตรฐาน ได้แก่
    • ผู้ชาย คือ 0.7- 1.3 mg/dL
    • ผู้หญิง คือ 0.6- 1.1 mg/dL
  • การตรวจ ยูเรีย (urea) ค่าที่วัดคือ Blood Urea Nitrogen (BUN) เป็นการวัดไนโตรเจนในกระแสเลือด ที่มาจากการย่อยสลายโปรตีน และขับออกทางไตในรูปของยูเรีย แต่หากการทำงานของไตลดลง ก็จะเกิดการคลั่งของไนโตรเจน ค่ามาตรฐาน คือ
    • ผู้ใหญ่ คือ 10–20 mg/dL
    • เด็ก คือ 5–18 mg/dL

ตรวจน้ำตาลในเลือด คืออะไร ตรวจทำไม ตรวจเพื่ออะไร อ่านผลตรวจ ราคาตรวจน้ำตาล ตรวจน้ำตาลเบาหวาน เบาหวานตรวจเลือด อินซูลิน ฉีดอินซูลิน วัดน้ำตาล บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลให้ทราบ

ตรวจน้ำตาล เจาะน้ำตาล ตรวจเบาหวาน เจาะเบาหวาน

ตรวจน้ำตาลในเลือด คือ กระบวนการเทคนิคทางการแพทย์ ที่ใช้ในการตรวจหาน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ที่เรียกว่ากลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาล ที่อยู่ในรูปที่เซลล์สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง โดยดึงจากเลือดที่ไปหล่อเลี้ยง ซึ่งน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดจะมี ช่วงค่ามาตรฐาน หากมากไป หรือ น้อยไป จะเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติ ของร่างกาย ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยปกติแล้ว น้ำตาลกลูโคส จะได้มาจากสองแหล่งคือ 1) อาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน โดยมาจากพวกคาร์โบไฮเดตร คือ แป้ง น้ำตาล 2) จากตับ ที่มีการกักเก็บน้ำตาลไว้ และปล่อยออกมาในยามร่างกายขาดแคลน โดยระดับน้ำตาลในเลือด จะมีความสัมพันธ์กับการทำงานของฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินซูลิน ที่ผลิตจากตับอ่อน

กลไกการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน 

เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยจนอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ กรณีคาร์โบไฮเดรต พวกแป้ง เช่น ข้าวสวย จะถูกย่อยจนได้น้ำตาลกลูโคส ปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะไปกระตุ้นให้ตับอ่อนปล่อยฮอร์โมนอินซูลินออกมา เพื่อสร้างสมดุลของระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป โดยจะกระตุ้นให้เซลล์มีการดึงน้ำตาลเข้าเซลล์มากขึ้น จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ หรือ สร้างได้ไม่พอ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จะทำให้เกิดโรคเบาหวาน และ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ต่างๆตามมามากมาย ดังนั้น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพได้ ในขณะนั้นได้

ภาวะน้ำตาลต่ำและภาวะน้ำตาลสูง

  • ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เหนื่อยล้า อ่อนแรง  หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น ใจเต้นรัว หิว แสบท้อง ง่วงซึม หงอยเหงา เหงื่อออก เปียกชุ่มทั่วร่างกาย อุณหภูมิในร่างการลดต่ำ ตัวเย็น ความจำลดลง จำอะไรไม่ได้ อารมณ์หงุดหงิดง่าย โมโหร้าย สับสน มึนงง ตาพร่า มองแล้วมัว ปฏิกิริยาตอบสนองน้อยลง เชื้องช้า พฤติกรรมเปลี่ยน พูดไม่ออก พูดน้อย ไม่พูด พูดช้า บางคนอาจมีอาการชาครึ่งซีก ถ้าเกิดในเวลากลางคืน จะฝันร้าย ตื่นกลางดึก เหงื่อออกขณะหลับ รู้สึกวินเวียนบ้านหมุน ปวดศีรษะ  หากเป็นมากอาจเกิดอาการชัก และหมดสติได้ อยู่ในภาวะเครียดผิดปกติ เมื่อพบอาการดังกล่าว ให้ลองหาน้ำหวาน มาดื่มเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด
  • ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะพบว่า มีอาการกระหายน้ำมาก อยากดื่มน้ำมากๆ ปัสสาวะบ่อย ทุกๆ 30 นาที โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ทำให้นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ง่วงซึม ไม่สดใส ไม่สดชื่น เหนื่อยง่าย ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงมาก น้ำหนักลดฮวบ  ทั้งที่กินปกติ ตาพร่ามัวหน้ามืด คลื่นไส้อาเจียน และ อาจถึงขั้นหมดสติได้ แก้ไขโดยการ ดื่มน้ำให้มาก ออกกำลังกายให้มาก อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 45 นาทีเป็นอย่างน้อย กรณีเป็นโรคเบาหวาน ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับอินซูลิน ในการฉีด

การเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

  • การเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (Fasting blood sugar: FBS) ผู้ที่จะตรวจ ต้องงดอาหาร และ เครื่องดื่มอื่นนอกเหนือจากน้ำ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง นิยมตรวจตอนเช้า หลังตื่นนอน เพราะ เป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องรับประทานอาหาร และ เครื่องดื่ม
    • ค่ามาตรฐานปกติ คือ 70 -100 mg/dL
    • กลุ่มที่เสี่ยง โรคเบาหวาน คือ 100-125mg/dL
    • คนที่เป็น โรคเบาหวาน จะมีค่ามากกว่า 126 mg/dL
  • การเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง (2-hour postprandial blood sugar) ส่วนใหญ่จะเป็นการเจาะโดยผู้ป่วยเอง ที่มีอุปกรณ์วัดแบบพกพา เพื่อประเมินด้วยตนเอง หลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง กรณีที่ต้องฉีดอินซูลิน
    • ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี ค่ามาตรฐานปกติ ควรจะน้อยกว่า 140 mg/dL หากมากกว่าถือว่า เป็นโรคเบาหวาน
    • ผู้ที่มีอายุ 50-60 ปีค่าปกติควรน้อยกว่า 150 mg/dL หากมากกว่าถือว่า เป็นโรคเบาหวาน
    • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ค่าปกติควรน้อยกว่า 160 mg/dL หากมากกว่าถือว่า เป็นโรคเบาหวาน
  • การเจาะเลือดวัดระดับนำตาลแบบสุ่ม (Random blood sugar: RBS) เป็นการสุ่มตรวจแบบ ไม่ได้เตรียมตัว ตรวจเพื่อประเมินโรคในขณะนั้น กรณีพบอาการต้องสงสัยของผู้ป่วย ที่มีอาการของโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ โรคเบาหวาน
    • ผู้ที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ค่ามาตรฐานปกติ คือ 80-120 mg/dL ก่อนอาหาร หรือ หลังตื่นนอน
    • ผู้ที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ค่ามาตรฐานปกติ คือ ค่าปกติ 100-140 mg/dL ก่อนนอน

โรคที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด 

  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีโรคที่เกี่ยวข้อง คือ
    • โรคเครียด วิตกกังวล
    • โรคเบาหวาน
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด
    • โรคหลอดเลือดในสมองตีบ
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ มีโรคที่เกี่ยวข้อง คือ
    • โรคไต
    • โรคตับแข็ง
    • โรคขาดสารอาหาร
    • โรคเนื้องอกในสมอง
    • โรคต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ