โรคหัวใจ โรคอันตราย อาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก ซึ่งเจ็บร้าวไปตามกราม แขน ลำคอ ท้อง หรือ บริเวณหลัง และ มีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หมดสติได้ นอนราบไม่ได้ แนวทางการรักษาทำอย่างไร

โรคหัวใจ โรคไม่ติดต่อ หายใจไม่ออก อ่อนเพลีย

โรคหัวใจ ( Heart disease ) คือ ความผิดปกติของหัวใจ ความสามารถในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายลดลง จากสาเหตุต่างๆ โรคหลอดเลือดในหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากถึงร้อยละ 25 ของผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมด โรคนี้พบมากในผู้ชายมากกว่าหญิง และ เกิดมากกับกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป

สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ

โรคหัวใจมีสาเหตุมาจากการหดตัวของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นผลมากจากความเครียด รวมถึงการสะสมไขมันที่หลอดเลือดหัวใจ  จึงทำให้เลือดไม่สามารถมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เต็มที่ จนเกิดอาการอักเสบของผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดการจับตัวของเกร็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวเพื่อการซ่อมแซมการอักเสบของผนังหลอดเลือดหัวใจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ จนเกิดการขัดขวางการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย โดยเฉพาะสมอง ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อโรคหัวใจมีหลายปัจจัย

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ

สำหรับปัจจัยการเกิดโรคหัวใจมีกลุ่มคน ที่มีความเสียงต่อโรคหัวใจ มีดังนี้

  • กรรมพันธุ์ บุคคลที่มีญาติพ่อแม่พี่น้องป่วยโรคนี้มักจะพบว่ามีโอกาสเสี่ยงจะเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่ไม่มี
  • ความเครียด พบว่าคนที่มีความเครียดมากจะส่งผลต่อการหดตัวของหลอดเลือดมากกว่าคนปกติ
  • พฤติกรรมการชอบทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • พฤติกรรมการขาดการออกกำลังกาย
  • ภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่างๆ เช่น โรคคอ้วน โรคเบาหวาน โรคควมดันโลหิตสูง โรคไขมันในดลหิตสูง เป็นต้น
  • พฤติกรรมการชอบสูบบุหรี่

อาการของผู้ป่วยโรคหัวใจ

สำหรับอาการของโรคหัวใจจะแสดงอาการโดย มีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก ซึ่งเจ็บร้าวไปตามกราม แขน ลำคอ ท้อง หรือ บริเวณหลัง และ มีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หมดสติได้ นอนราบไม่ได้ ซึ่งอันตรายอาจทำให้หัวใจวายได้

การวินิฉัยโรคหัวใจ

สำหรับแนวทางการวินิจฉัยโรค แพทย์จะทำการสอบถามประวัติการรักษาโรค ลักษณะของอาการ จากนั้นจะตรวจร่างกายโดยเริ่มจากการวัดความดันโลหิต การเจาะเลือดเพื่อดูไขมันในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อดูการทำงานของหัวใจว่าปกติหรือไม่

วิธีการรักษาโรคหัวใจ

สำหรับแนวทางการรักษาโรคหัวใจใช้การรักษาตามสาเหตุของการเกิดโรค ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชิวิตที่มีความเสี่ยงให้อาการของโรคหัวใจหนักขึ้น โดยแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพจิตใจไม่ให้มีความเครียด ซึ่งหากมีอาการหนักต้องมีการผ่าตัดหัวใจ ร่วมกับการใช้ยารักษา

แนวทางการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ

การปฎิบัตตนสำหรับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการกำเริบของอาการโรคหัวใจเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งแนวทางการดูแลตนเอง มีดังนี้

  1. รักษาสุขภาพใจ ไม่เครียดหากิจกรรมเพื่อลดความเครียด
  2. ควบคุมอาการโรคอื่นที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ไม่ให้รุกรามมากขึ้น
  3. ควบคุมการออกกำลังกายควรเป็นประจำสม่ำเสมอ และไม่หักโหมจนเกินไป
  4. ควบคุมการกิน ลดอาหารมัน เช่น อาหารทอด อาหารผัด ควรเพิ่มประเภทต้ม นึ่ง
  5. รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งคัด ไม่ขาดยา
  6. ปฏิบัติตนตามคำสั่งแพทย์
  7. พบแพทย์ตามนัด สม่ำเสมอ หมั่นสังเกตุอาหารตนเอง
  8. หากพบว่ามีอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวด้านซ้าย เหนื่อยหอบผิดปกติ หายใจเร็ว เหงื่อออกมาก หน้ามืดจะเป็นลม หยุดหายใจ ต้องพบแพทย์ทันที เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต

การป้องกันโรคหัวใจ

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมต่างๆที่กระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจ โดยแนวทางการปฎบัติตน คือ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดการรับประทานอาหารมัน ควบคุมน้ำหนัก และ รับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ ลดภาวะความเครียดทั้งหลาย และ หมั่น ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

โรคความดัน ความดันโลหิตสูงพบมากในผู้สูงอายุ และ เพศชาย ไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว มึงงง หน้ามืด เป็นอันตรายทำให้เสียชีวิต

โรคความดับ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง ( High blood pressure ) คือ ภาวะระดับความดันโลหิตสูงกว่าปรกติ พบมากในผู้สูงอายุ และพบในชายมากกกว่าหญิง เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุการเกิดแน่ชัด มีการปวดหัว มึงงง หน้ามืด เป็นอันตรายทำให้เสียชีวิตได้ ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท แต่คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง คือวัดค่าความดันได้ 140/90 มม.ปรอท ขึ้นไปจะถือว่าเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ระดับความอันตรายของโรคความดันโลหิตสูง

  1. 120-139/80-89 มม.ปรอท อันตรายไม่มากควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน การดื่ม
  2. 140-159/90-99 มม.ปรอท โรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
  3. 160/100 มม.ปรอท โรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 2
  4. 180/110 มม.ปรอทขึ้นไประยะอันตรายมาก ต้องพบแพทย์โดยด่วน เพราะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะไต สมอง หัวใจล้มเหลว
  5. 220/140 มม.ปรอทขึ้นไประยะวิฤต ต้องพบแพทย์โดยทันที

ชนิดของโรคความดันโลหิตสูง

สำหรับโรคความดันโลหิตสูง สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ โรคความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ และ โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด สำหรับชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนนั้นมากถึง 90 เปอร์เซนต์ ด้วยเหตุนี้หากกล่าวถึงโรคความดันโลหิตสูงให้เข้าใจหมายถึงโรคความดันโลหิตสูง ชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

สาเหตุการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุการเกิดแน่ชัดจึงไม่สามารถระบุได้ชัดเจนแต่มักจะมีปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมความดันโลหิตซึ่งมีปัจจัยที่ควบคุมดังนี้

  1. พฤติกรรมการกิน ส่วนมากพบในผู้ป่วยที่ชอบรับประทานอาหารเค็ม ความเค็มหมายถึงการมีเกลือโซเดียมอยู่ในอาหารมาก เมื่อโซเดียมอยู่ในกระแสเลือดมากจะดึงน้ำให้เข้มาอยู่ในกระแสเลือดมากจึงทำให้ปริมาณของเหลวในกระแสโลหิตเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง
  2. กรรมพันธุ์ ส่วนมากมักพบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จะมีญาติพ่อแม่พี่น้องที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  3. ในโรคความดันโลหิตสูงชนิดที่รู้สาเหตุแน่ชัด เกิดจากโรคอื่นๆที่ส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือด ต่อการทำงานขอหัวใจ กระบวนการรักษาสมดุลเกลือในร่างกาย และระดับฮอร์โมน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง หลอดเลือดเลี้ยงไตอักเสบ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ผู้เป็นเนื้องอกบริเวณต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง
  4. โรคเบาหวาน เนื่องจากจะก่อให้เกิดการตีบแคบของหลอดเลือดจึงเกิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  5. โรคอ้วน เนื่องจากเกิดการเกาะตัวของไขมันในหลอดเลือดมากจึงเกิดการตีบของหลอดเลือดและเกิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  6. พฤติกรรมการสูบบุหรี่ มักพบว่าผู้ติดบุหรี่จะมีการตีบของหลอดเลือดไตและหัวใจ
  7. พฤติกรรมการติดสุรา เนื่องจากจะส่งผลต่อการบีบตัวของหัวใจมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง พบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยติดสุราที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  8.  พฤติกรรมการไม่ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน
  9. ผู้ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ มักจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง

อาการของโรคความดันโลหิตสูง 

โดยปกติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการเด่นชัด แต่มักจะเป็นโรคอื่นๆร่วมด้วย เช่นโรคห้วใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคอ้วน โรคเบาหวาน อาการโดยรวมจะมีการปวดหัว มึงงง ปวดหัวมาก เท้าบวม เจ็บหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน หากอาการหนักเข้าขั้นวิกฤตอาจจะเสียชีวิตได้

การตรวจวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง

ทำได้โดยการตรวจประวัติ พฤติกรรมการกินการดื่ม ญาติพ่อแม่พี่น้องที่ป่วยโรคนี้ ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจน้ำตาลในเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูการทำงานของหัวใจ ตรวจไขมันในเลือด

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

การรักษามักจะเป็นการประคับประครองอาการมากกว่า โดยการให้ยาลดความดันโลหิต และการให้คำแนะนำเพื่อระมัดระวังการเกิดโรคอื่นๆ ที่จะตามมาเช่โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง นอกจากนั้นจะแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆข้างเคียง

การดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

  1. ควรพบแพทย์โดยด่วนเมื่อมีอาการ ปวดหัวมาก เท้าบวม เจ็บหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน
  2. มาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาตามนัดทุกครั้ง
  3. งดการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. ไม่เครียด ไม่ทำกิจกรรมที่ทำให้เครียด
  5. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  6. ลดอาหารพวกไขมันมาก ของทอด แป้ง น้ำตาล อาหารเค็ม
  7. รับประทานยาที่ได้รับมาอย่าให้ขาด
  8. ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งคัด

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

  1. ตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง
  2. ไม่เครียด ทำกิจกรรมเพื่อลดความเครียด
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนักเกินไป
  4. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 140 นาที
  5. รักษาสมดุลการกิน ให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ไม่ทานแป้ง ไขมัน น้ำตาล หรือ ของเค็มมากเกินไป เพิ่มการทานผักผลไม้ให้มากขึ้น