พิษนาศน์ คือ สมุนไพร ประเภทไม้ล้มลุก ที่ยาได้ยาก หรือบางแหล่งเรียกว่า ถั่วดินโคก มีสรรพคุณต่างๆ มากมาย ได้แก่ บำรุงระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยขับพิษออกจากร่างกาย สรรพคุณแก้ไข้ นิยนใช้ในเด็ก บำรุงสตรีหลังจากคลอด ให้มีน้ำนมสมบูรณ์ ขับพิษจากสัตว์ พิษนาศน์  ถั่วดินโคก แผ่นดินเย็น นมฤาษีสรรพคุณลดอาการปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ในสมัยโบราณนิยมใช้แก้ฝี ลดอาการโรคคางทูม ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ บความนี้จะรวบรวมสรรพคุณของพิษนาศน์ หรือ ถั่วดินโคก มาให้ทราบกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ของพิษนาศน์ คือ Sophora exigua Craib 

พิษนาศน์ เป็นไม้ล้มลุก ที่ถูกจัดรวมอยู่ในวงศ์เดียวกับพืชตระกูลถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยของพืชถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE) นิยมเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามแต่ละภูมิภาค เช่น ถั่วดินโคก (นิยมเรียกในจังหวัดเลย), แผ่นดินเย็น (เรียกกันมากในจังหวัดอุบลราชธานี), นมราชสีห์ พิษนาท (ชื่อท้องถิ่นของจังหวัดฉะเชิงเทรา), นมฤาษี และอื่นๆอีกมากมาย

ลักษณะพฤกษศาสตร์ของพิษนาศน์

ลำต้นของพิษนาศน์ มีสีเขียวแก่ถึงน้ำตาล เป็นไม้ขนาดเล็กทรงพุ่มมีความสูงไม่มากประมาณ 15-30 ซม. ลักษณะใบ เป็นใบประกอบขนากเล็กแบบคล้ายขนนก ออกใบแบบเรียงสลับกัน แนบขนานไปกับพื้นเป็นแนวรัศมีออกจากลำต้น ใบย่อยมีประมาณ 9-13 ใบ ลักษณะใบเป็น วงรี ทรงรูปไข่ หรือขอบขนานทรงรูปวงรี ปลายใบทรงรูปไข่กลับหัว ใบย่อยๆ มีขนาดกว้างไม่มากประมาณ 1.5-3 ซม. และยาวประมาณ 2-5 ซม. ผิวเหนือใบมีขนละเอียดขนาดเล็กสั้น สีขาวขึ้นปกคลุมอยู่เต็มใบ ลักษณะดอก พิษนาศน์จะออกดอกเป็นช่อกระจะออกจากก้านดอก โดยจะออกดอกที่บริเวณปลายยอด ดอกย่อยๆจะมีจำนวนมากมาย สีกลีบดอกเป็นสีม่วงเข้มถึงอ่อน มีลักษณะคล้ายรูปดอกของถั่ว ก้านชูช่อดอกยาวสีเขียวอ่อน บริเวณผิวเปลือกรากมีลักษณะเด่นเฉพาะ  มีรอยตามขวาง สั้นๆ สีส้ม คล้ายรอยปริแตก ที่ผิวราก ตลอดความยาวของราก สามารถขยายพันธุ์โดยเมล็ดได้

สรรพคุณของพิษนาศน์

ถึงแม้ว่าพิษนาศน์ จะเป็นสมุนไพรที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน เพราะ หาได้ยาก และขึ้นอยู่ในที่เฉพาะของแต่ละท้องถิ่น และการนำมาใช้นิยมนำส่วนรากและเหง้ามาใช้เป็นยาสมุนไพร โดยมีสรรพคุณต่างๆ ได้แก่

  • นิยมนำรากของพิษนาศน์ นำมาฝนแล้วนำมาผสมกับกับน้ำดื่มสะอาด ใช้เป็นยาช่วยอาการลดไข้ในเด็กได้ดี
  • ตำรายาสมุนไพรโบราณ ใช้รากต้มกับน้ำดื่มสะอาด เพื่อใช้เป็นยาบำรุงน้ำนมของสตรีหลังจากคลอดช่วยให้น้ำนมมาปกติ แต่ควรควบคุมปริมาณการดื่มไม่ให้มากเกินไป
  • ใช้ฝนประคบแก้พิษงูตามความเชื่อโบราณ
  • สามารถใช้ลำต้น ราก เหง้า ตากแห้งมาฝนแก้ฝี บริเวณที่เกิดฝีได้ดี ตามตำรายาพื้นบ้านอีสาน
  • ภาคอีสานนิยมใช้ส่วนของรากมาต้มกับน้ำดื่มสะอาด ใช้เป็นยาขับพิษภายในให้ทุเลาลงได้ดี
  • สรรพคุณลดอาการบวมจากโรคคางทูมได้ดี
  • ใช้รากแห้งสะอาด เพื่อเป็นยาอมแก้เจ็บคอ
  • ลดอาการปวดฟกบวมตามข้อต่างๆทั่วร่างกาย หรือตามกล้ามเนื้อหลังจากใช้งานหนักเกินไป
  • ใช้ส่วนลำต้นเป็นยาแก้บำรุงทำให้สดชื่น แก้อาการซึม
  • ตามตำรายาพื้นบ้านอีสานพิษนาศน์ช่วยดับพิษกาฬที่ทำให้หมดสติ
  • มีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่  เชื้อ Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhimurium และ Staphylococcus epidermidisn ซึ่งสอดคล้องกับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้ในการแก้พิษต่างๆ   

เม็ดแมงลัก คือ สมุนไพร พืชล้มลุก นิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร ใส่เครื่องแกงต่าง ๆ เมล็ดก็นำมาใช้ทำเป็นขนม สรรพคุณของแมงลัก ได้แก่ ลดความอ้วน ทำให้อยู่ท้อง เม็ดแมงลัก ต้นแมงลัก สมุนไพรเม็ดแมงลัก น้ำเม็ดแมงลักบำรุงระบบเลือด บำรุงระบบไหลเวียนโลหิต ป้องกันโรคเบาหวาน โรคNCDs บำรุงระบบขับถ่าย บำรุงระบบทางเดินอาหาร รักษาโรคผิวหนัง บทความนี้จะรวบรวม สรรพคุณ และ ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก มาให้ทราบกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมงลัก ทีชื่อพ้องกันหลายชื่อ ขึ้นอยู่กับถิ่นกำเนิดแต่ละสายพันธุ์ และผู้ค้นพบ ได้แก่ Ocimum × africanum Lour. หรือ Ocimum americanum var. pilosum (Willd.) A.J.Paton หรือ Ocimum basilicum var. anisatum Benth. หรือ Ocimum × citriodorum Vis. ในจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับต้นกะเพรา ( LAMIACEAE หรือ LABIATAE ) ตระกูลพืชที่มีกลิ่นใบหอม ชื่อสามัญที่เรียกทั่วไป คือ Lemon basil, Hoary basil และ Hairy basil ชื่อท้องถิ่นภาษาไทย คือ ก้อมก้อข้าว (ภาษาถิ่นภาคเหนือ), มังลัก อีตู่ (ภาษาถิ่นภาคอีสาน) ในประเทศไทยมีสายพันธุ์เดียว คือ พันธุ์ศรแดง

ลักษณะพฤกษศาสตร์ของแมงลัก

แมงลัก เป็น พืชล้มลุก ในตระกูลเดียวกับ ต้นกะเพราและต้นโหระพา หากดูไม่ดีอาจจะแยกไม่ออก แต่มีข้อสังเกตุ คือ กลิ่นและสีใบจะอ่อนกว่า

  • ลักษณะลำต้น เป็นต้นสูงประมาณ 30-80 ซม. มีกลิ่นหอมในทุกๆส่วนของต้น
  • ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายใบกระเพราะ มีการเรียงตัวกันเป็นเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน
  • ลักษณะดอก มักจะออกดอกบริเวณปลายยอด แตกออกเป็นช่อหลายช่อย่อย ๆ  กลีบดอกสีขาวโดยจะมีผล ซึ่ง 1 ดอกมีผลประมาณ 4 ผล
  • ลักษณะผล มีขนาดเล็ก เรียกว่าเม็ดแมงลักที่เรารู้จักกัน ซึ่งมีลักษณะกลมรีและมีสีดำ เมื่อโดนน้ำจะมีการพองตัว

สรรพคุณของเม็ดแมงลัก

นอกจาก ใบแมงลัก และเม็ดแมงลักจะสามารถนำมาประกอบอาหารได้มากมาย การบริโภคเป็นประจำก็จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย และมี สรรพคุณต่างๆ ได้แก่

  • สามารถลดน้ำหนักตัว ลดความอ้วน โดยทำให้อิ่มท้องได้นาน ไม่หิวบ่อย ทำให้ลดความอยากอาหารได้ดี เมื่อบริโภคเป็นประจำจะรับประทานข้าวลดลง ทำให้น้ำหนักตัวลงได้ โดยเม็ดแมงลักไม่ให้พลังงานใดๆ สามารถพองตัวได้ใหญ่ 45 เท่า ควรรับประทานก่อนอาหาร ในปริมาณที่พอเหมาะ ชงกับน้ำโดยใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำ 1 แก้ว เมื่อพองตัวแล้ว สามารถเติมนม น้ำผึ้ง น้ำเต้าหู้ ใช้ดื่มได้
  • ลดไขมันในเลือด โดยสามารถเปลี่ยนไขมันเลว (LDL) ให้เป็นไขมันดี (HDL) ได้  ทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดได้
  • สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคหัวใจวายเฉียบพลัน โดนต้องรับประทานเป็นประจำ
  • ป้องกัน หรือ ช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะ ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ และยังช่วยดูดซับ้ำตาลให้ลดลง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างมาก
  • มีวิตามินธาตุอาหารต่างๆ สามารถรับประทานทดแทนผักผลไม้ ในผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ได้ดี
  • บำรุงระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายเป็นปกติ
  • ทำความสะอาดระบบขับถ่าย ดูดซับของเสียในลำไส้ ช่วยให้ขับถ่ายเป็นเวลา ลดการเจริญของพยาธิในลำไส้
  • ลดอาการปวดศีรษะจากความเครียด ช่วยขับเหงื่อ ออกจากร่างกาย โดยการรับประทานใบแมงลัก
  • บำรุงระบบทางเดินอาหาร แก้อาการของโรคท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขับลมในลำไส้ โดยรับประทานใบแมงลักเป็นประจำ
  • เม็ดแมงลัก ทำให้ขับถ่ายตอนเช้าได้ดี มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ โดยรับประทานก่อนนอน
  • ใบแมงลัก มีฤทธิ์เป็นยา ช่วยยับยั้งการเกิดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ดี โดยเฉพาะบริเวณผิวหนัง สาเหตุของการกิดโรคกลากเกลื้อน ใช้ใบสดประมาณ 10 ใบ ล้างน้ำ ตำให้น้ำออกมา ทาบริเวณที่เป็น วันละ 1 ครั้งประมาณ 2 สัปดาห์ จะพบว่าอาการดีขึ้น

ประโยชน์ของแมงลัก 

  • นิยมใช้ใบมาใช้ประกอบอาหาร พวกเครื่องแกงต่าง ๆ เช่น แกงเลียง
  • เมล็ดนิยมนำมาใช้ทำเป็นขนม เครื่องต่างๆ ในขนมหวาน เช่น รวมมิตร ไอศครีม
  • เม็ดแมงลักสามารถนำมาผสมกับเครื่องดื่ม บำรุงร่างกายต่างๆ เช่น น้ำเต้าหู้ น้ำขิง น้ำใบเตย
  • ใช้เล่นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะ ติดเส้นผม ล้างออกยาก สร้างความสนุกสนาน

คุณค่าทางอาหารของเม็ดแมงลัก 

การรับประทานเม็ดแมงลัก 100 กรัม ไม่ได้ให้พลังงานใดๆ แต่จะได้รับวิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอสูงมาก วิตามินบี1 วิตามินซี แร่ธาตุต่างๆ เช่น Ca P Fe และกากใยสูง

ข้อควรระวังการบริโภคเม็ดแมงลัก

ถึงแม้ว่าเม็ดแมงลักจะมีสรรพคุณและประโยชน์ต่างๆมากมาย แต่การรับประทานเม็ดแมงลักก็มีข้อควรระวังต่างๆ ได้แก่

  • ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะ จะพองตัวในกระเพาะ ทำให้แน่นท้องมากเกินไป ไม่สบายตัว ไม่ควรเกิน 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • การเตรียมเม็ดแมงลักควรแช่น้ำรอจนการพองตัวเต็มที่ เพื่อไม่ให้ไปดูดน้ำในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ อาจจะเกิดภาวะขาดน้ำได้ หรือ เม็ดแมงลักเกิดการจับตัวกันเป็นก้อน และ อุดตันในลำไส้
  • ขณะอยู่ในช่วงของการรับประทานยาใดๆ ควรงดการกินเม็ดแมงลัก เพราะ จะไปแย่งการดูดซึมยาของร่างกาย ทำให้ได้ฤทธิ์ที่ไม่เต็มที่ หากต้องการรับประทานยา ควรรับประทานหลังจากรับประทานยาแล้ว อย่างน้อย 30 นาที รอจนร่างกายดูดซึมยาไปแล้ว
  • หากต้องการลดความอ้วนโดยการรับประทานเม็ดแมงลัก ควรเป็นมื้อเย็นแทนการรับประทานอาหาร ไม่ควรรับประทานทุกมื้อ เพราะ จะเกิดภาวะขาดสารอาหาร อันตรายต่อร่างกาย
  • เนื่องจากเม็ดแมงลักที่ขายตามท้องตลาดมีมากมาย ควรเลือกจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน ผ่านการฆ่าเชื้อตามหลักมาตรฐาน บ่อยครั้งที่พบว่า เม็ดแมงลักมีเชื้อราปะปน เมื่อทำมารับประทาน ทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ เช่น อาการท้องเดิน อาเจียน จากการรับสาร สารอะฟลาทอกซิน