กะเพรา คือ สมุนไพร ที่มี สรรพคุณ ช่วยบำรุง ปรับธาตุ หลายระบบ ได้แก่ ระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย ปรับสมดุลธาตุ เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงน้ำย่อย บำรุงธาตุไฟ บำรุงระบบเลือด รักษาโรคผิวหนังที่มีสาเหตุจากเชื้อรา ขับลมกะเพรา ต้นกะเพราะ สมุนไพรกะเพรา ใบกะเพราในกระเพาะอาหาร ทุกส่วนของต้นกะเพรา สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรได้ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2555 สกดว่า “กะเพรา” ไม่ใช่ “กระเพราะ” บทความนี้จะรวบรวมสรรพคุณและประโชน์ของกะเพราะมาให้ทราบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ของกะเพราะ คือ Ocimum tenuiflorum L. จัดอยู่ในวงศ์ของกะเพราเอง ( LAMIACEAE หรือ LABIATAE ) ชื่อสามัญ คือ Holy basil และ  Sacred basil ชื่อท้องถิ่นตามสถาณที่ต่างๆ ได้แก่ กอมก้อ กอมก้อดง ( ภาษาถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ ), ห่อกวอซู ห่อตูปลู อิ่มคิมหลำ ( ภาษาถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ), กะเพราขน กะเพราขาว กะเพราแดง ( ภาษาท้องถิ่นภาคกลาง ), อีตู่ไทย ( ภาษาอีสาน ) มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย นำเข้ามาปลูกเป็นพืชผักสวนครัวในประเทศไทย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย

ลักษณะพฤกษศาสตร์ของกะเพราะ

กะเพรา จัดเป็น สมุนไพร ประเภท พืชล้มลุก อายุปานกลาง มีความสูงไม่มาก ไม่เกิน 50 เซนติเมตร ลำต้นไม่ใหญ่ สีแดงอมเขียว ส่วนกะเพราขาว ลำต้นสีเขียวอมขาว และ ยอดอ่อนมีขนเล็กๆ ลักษณะใบเป็นแบบเดี่ยว ปลายแหลมและมน ออกดอกขนาดเล็กกลีบดอกมีสีขาวปนม่วงอ่อน ผลขนาดเล็กเมื่อแห้งจะแตกออก มีเมล็ดขนาดเล็กรูปไข่ ปลูกง่าย ไม่ต้องการแสงมาก ไม่ต้องการการดูแลมาก มีกลิ่นหอม สามารถใช้ไล่แมลงได้ดี

สรรพคุณของกะเพราะ

นอกจากกะเพราะ จะเป็นที่รู้จักดีในการใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร โดยเฉพาะ ผัดกะเพราแล้ว ยังมีสรรพคุณอื่นๆอีกมากมาย ได้แก่

  • มีสารสำคัญที่มีฤทธิ์เป็นยาอายุวัฒนะ
  • สร้างความอบอุ่นของร่างกาย เสริมสร้ามภูมิต้านทาน ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหวัดได้ดี
  • อยู่ในตำรับบาโบราณสำหรับรักษาตานขโมยสำหรับเด็ก
  • แก้โรคธาตุพิการ โดยนำส่วนรากมาชงน้ำดื่ม
  • ปรับสมดุลธาตุ ช่วยบำรุงธาตุไฟ ส้รางความร้อนให้กับร่างกาย
  • ใช้ส่วนใบลดอาการคลื่นเหียนอาเจียน อาการเลี่ยนอาหารมัน
  • ปวดมวนท้องได้เป็นอย่างดี โดยใช้ใบสดคั้นน้ำดื่มเป็นยา
  • ขับลมในระบบทางเดินอาหาร แก้อาการปวดท้องจากการขับถ่าย
  • ขับลมในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง
  • ลดการบีบตัวของลำไส้ ช่วยลดการเคลื่อนของลำไส้ ให้การย่อยอาหารเป็นปกติ
  • น้ำสกัดจากทั้งต้น มีสรรพคุณช่วยบำรุงน้ำดี ให้ย่อยอาหารไขมันได้ดี
  • รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  • รักษาลมพิษ ใช้ใบกะเพราะ 1 กำมือ ตำจนน้ำออกมาใช้ทาบริเวณที่เกิดอาการ
  • ใช้รักษาโรคผิวหนัง ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา ใช้ใยกะเพราะ 20 ใบ ตำจนมีน้ำออกมา ใช้ทาบริเวณที่เกิดโรค
  • ทำเ็นยารักษาโรคหูด โดยใช้ใบกะเพราพันธุ์แดงสด ขยี้แล้วทาบริเวณที่เป็นหูดเช้า-เย็น จะทำให้อาการดีขึ้น
  • แก้พิษที่เกิดจากแมลงกัดต่อยได้ดี ใช้ใบกะเพรานำมาตำผสมกับสุราขาว ทาบริเวณที่โดนกัด
  • ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ดี เพราะ มีสารสำคัญ และช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
  • ยับยั้งสารพิษ อะฟลาทอกซิน ( Aflatoxin ) ที่มักพบเจือปนในอาหาร
  • ช่วยขับไขมัน และ น้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย ลดไขมันเลว เพิ่มไขมันดีในเลือด
  • เพิ่มน้ำนมให้สตรีหลังคลอดบุตร ทำให้น้ำนมไหลปกติ ผลิตได้มากขึ้น
  • ใบกะเพราสามารถช่วยดับกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ได้ เช่น กลิ่นอับต่างๆ

ประโยชน์ของกะเพรา 

  • ใช้ประกอบอาหาร ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว เพิ่มรสชาติให้กับอาหาร
  • สามารถสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย โดยต้มกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย ใช้ประโยชน์ต่างๆมากมาย มีราคาสูง ได้จากทุกส่วนของต้นกะเพราะ
  • ไล่ยุงหรือฆ่ายุง ไล่แมลงต่างๆ

ลูกสำรอง คือ สมุนไพร ที่มีสรรพคุณลดความอ้วน จนได้ชื่อว่า สมุนไพร พุงทะลาย คือ เมื่อรับประทานเป็นประจำจะทำให้ พุงยุบ ลดความอ้วนได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน น้ำหนักตัวเกิน มีไขมันเฉพาะส่วน สรรพคุณดูดไขมัน บริเวณหน้าท้อง ต้นขา ลูกสำรอง วุ้นสำรอง น้ำสำรอง สมุนไพรลูกสำรองต้นแขน บำรุงร่างกาย แก้เจ็บคอ เป็นยาระบาย ขับพยาธิ ปัญหาอ้วนลดไม่ลง ต้องการลดความอ้วนทำอย่างไร ลดน้ำหนักทำอย่างไร ลดหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา บทความนี้จะรวบรวม สรรพคุณและประโยชน์ของสำรองมาให้ทราบกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ของลูกสำรอง คือ Scaphium scaphigerum (Wall. ex G. Don) G.Planch.  รามอยู่ในวงศ์เดียวกับชบา ( MALVACEAE ) ชื่อสามัญ คือ Malva nut ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ได้แก่ หมากจอง ( ภาษาถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ), บักจอง หมากจอง ( ภาษาถิ่นภาคอีสาน ), ท้ายเภา ( ภาษาถิ่นภาคใต้ ), ฮวงไต้ไฮ้ ( ภาษาจีน ), พ่างต้าห่าย ( ภาษาจีนกลาง ) โดยทั่วไปประเทศไทยมักเรียนว่า สำรอง หรือ ลูกสำรอง หรือ พุงทะลาย เพราะ มาจากสรรพคุณ ในการลดความอ้วน ลดหน้าท้อง ลดพุง จนเป็นชื่อเรียกว่า พุงทะลายในที่สุด

ลักษณะพฤกษศาสตร์ของลูกสำรอง

สำรอง เป็น สมุนไพร ประเภทไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 40 เมตร ลำต้น สูงชะลูด สีดำเทา เปลือกหยาบ ลักษณะใบ เป็นใบ ปลายแหลม โคนใบมน เนื้อใบแข็ง แต่มีผิวเรียบเป็นมัน ใบเรียงแบบสลับ เป็นใบเดี่ยว ดอก เป็นดอกตัวผู้ตัวเมีย แยกกัน กลีบดอกปลายแหลม สีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงมีลักษณะทรงกระบอก ออกดอกมากช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ผลหรือลูกสำรอง ออกผลที่ปลายกิ่ง มีรูปร่างไม่กลม คล้ายลูกรักบี้ ภายในจะมีเมล็ดกลมรี เมื่อโดนน้ำจะพองตัว คล้ายกับเม็ดสาคูใช้รับประทานได้ โดยจะออกผลในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย

สรรพคุณของลูกสำรอง 

นอกจากจะได้ชื่อว่า เป็น สมุนไพรลดความอ้วนแล้ว ลูกสำรองยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย ที่นิยมใช้กัน ได้แก่

  • ช่วยปรับสมดุลธาตุต่างๆ ในร่างกาย ให้เกิดสมดุลมากขึ้น หรือในภาษาตำรับยาโบราณเรียกว่าธาตุพิการ ทำให้ร่างกายสดชื่น มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น
  • สรรพคุณดูดไขมัน ให้ออกทางระบบทางเดินอาหาร ทำให้ผู้รับประทานไขมันมากไม่อ้วน
  • สรรพคุณแก้ลม กรณีหน้ามืด ตาลาย คล้ายจะเป็นลม สามารถใช้ได้ทั้งใบและผล รวมทั้งเมล็ด
  • แก้โรคท้องป่อง หรือ โรคตานขโมยที่พบมากในเด็กเล็ก โดยใช้ส่วน ผลหรือเมล็ด
  • บำรุงระบบทางเดินหายใจ ให้หายใจสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะ ผู้ป่วยโรคหอบหืด โดยใช้ส่วนวุ้นที่ได้จากเมล็ด
  • ใช้เป็นตัวให้ความเย็นเพื่อประคบบริเวณที่อักเสบ เป็นยาเย็น โดยนำวุ้นจากเมล็ดโดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำให้ชุ่ม วางทับไว้บริเวณผิวหนังที่ต้องการประคบเย็น นำวุ้นจากเมล็ดมาวางไว้บนผ้า วุ้นจะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อผ้า ทำให้ได้ผ้าที่มีความเย็น คล้ายกับ cooling pad ทดแทนกันได้ดี ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อนของร่างกาย เพราะ เป็นสารธรรมชาติ
  • ใช้เป็นยาลดไข้ เป็นยาเย็น ได้จากเปลือกของลำต้น
  • นิยมนำผลมาตากแห้ง จากนั้นสามารถชงดื่มกับน้ำร้อน ใช้เป็นยาแก้ไอได้ผลดี
  • ใช้เป็นยาบำรุงเส้นเสียง บำรุงลำคอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ ไอแห้ง รักษาโรคคออักเสบ แก้อาการอาเจียนเป็นเลือด รับประทานวุ้น หรือ ชาชงจากผลแห้ง แก้อาการได้ดี
  • แก้เลือดกำเดาไหล ใช้ผลชงเป็นยาลดอาการได้ดี
  • เป็นยาธาตุเย็น ที่ออกฤทธิ์โดนตรงต่อ ปอดและลำไส้ใหญ่ ใช้ดับอาการปอดร้อน ช่วยให้ปอดชุ่มชื่น หายใจได้สะดวกมากขึ้น
  • ใช้ดับธาตุไฟในร่างกาย แก้อาการร้อยใน อาการอักเสบต่างๆในร่างกาย
  • บำรุงระบบขับถ่าย แก้อาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ โดยใช้ส่วน เปลือกต้น รากไม้ ผลและเมล็ด
  • ผลและเมล็ดของสำรอง มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูก ลดอาการท้องผูก แน่นท้องได้ดี
  • ใช้ขับพยาธิ โดยใช้ใบ ถ่ายพยาธิออกจากร่างกาย
  • แก้โรคผิวหนังจากเชื้อรา โรคเรื้อน พยาธิผิวหนัง แก้พิษต่างๆ แก้กามโรค ใช้ส่วนแก่นลำต้น ผล และราก

ประโยชน์ของลูกสำรอง

นอกจากลูกสพรอง จะใช้เป็นยาบำรุง แก้อาการต่างๆแล้ว ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่

  • ใช้รับประทานเป็นขนมหวาน โดยใช้วุ้นจากเมล็ดสำรอง ใส่กับน้ำกะทิ หรือน้ำเชื่อม โดยสามารถใช้แทนรังนกได้
  • ใช้แทนสาหร่ายเพิ่มเนื้อสัมผัสให้กับอาหาร เช่น ในแกง ในอาหารต่างๆ
  • ใช้ทำเป็นน้ำสมุนไพร หรือทำน้ำสำรองพร้อมดื่มที่บรรจุในกระป๋อง
  • ทำเป็นสำรองผง เพื่อส่งออก สำหรับเก็บรักษาไว้ใช้ได้นาน
  • ใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ลดความอ้วน ลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ นิยมนำมาผสมกับอาหารสุขภาพต่างๆ
  • ใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ลูกสำรองที่เป็นแคปซูล ลดความอ้วน บำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน
  • ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำไส้กรอกแฟรงค์เฟอร์เตอร์ ให้ความแน่นเนื้อและค่าความยืดหยุ่นมาก

คุณค่าทางอาหารของสำรอง

พบว่าวุ้นสำรองให้กากใยสูงมากกว่าครึ่งของปริมาณที่รับประทาน ให้พลังานต่ำ เพียง 4.1 กิโลแคลลอรี่ จากการรับประทาน 100 กรัม มีความหวานน้อยมาก เหมาะสำหรับเป็นอาหารลดความอ้วน นอกจากนั้นยังมีสารสำคัญอื่น ได้แก่ Glucorine Bassorin โปรตีนสำคัญต่อร่างกาย น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่พบได้ยาก ธาตุอาหารรองต่างๆ และวิตามินสำคัญ

ข้อแนะนำการดื่มน้ำสำรอง 

ปัจจุบันน้ำสำรอง ได้รับความนิยมมากขึ้น ในหมู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เพราะ เชื่อว่าจะช่วยลดความอ้วน และยังเป็นยาบำรุงร่างกาย แต่การบริโภคมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดโทษได้ ข้อควรระวังการบริโภคสำรอง ได้แก่

  • ในน้ำสำรอง หรือ วุ้นของสำรองไม่มีตัวยาใดๆ ที่สามารถลดความอ้วนได้ แต่สาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคสำรอง มีน้ำหนักตัวลดลง คือ การแตกตัวของสำรองเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร จะเข้าไปทำให้ของเหลวเกิดความหนืดมากขึ้น เกิดการเคลือบที่กระเพาะ และลำไส้ ทำให้การดูดซึมไขมันของร่างกายลดลง แต่หากบริโภคมากไปอาจจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ ดังนั้น ควรบิโภคในปริมาณที่พอเหมาะ
  • การลดน้ำหนักที่ถูกวิธีที่สุด คือ การออกกำลังกาย เร่งการเผาพลาญพลังงานของร่างกาย ควบคู่กับการรับประทานอาหารอย่างพอเหมาะ การดื่มแต่น้ำสมุนไพร อย่างเดียวอาจจะทำให้ระบบเผาพลาญพลังงานของร่างกายล้มเหลวได้
  • น้ำสำรองจะไม่มีรสชาติ ทำให้ผู้บริโภคดื่มยาก ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีผู้ผลิต เติมน้ำตาลเข้าไปในน้ำสำรอง ทำให้เกิดความหวานบริโภคได้ง่าย แต่กลับกลายเป็นโทษสำหรับผู้ที่ดื่มมากเกินขนาด เพราะ น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ย่อยง่ายที่สุด ทำให้ผู้ที่ดื่มมากเกินไปเกิดเป็นโรคอ้วน และเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ผู้บริโภคควรทำน้ำสำรองเอง หรือ เลือกสูตรที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด จะได้ประโยชน์กับร่างกาย