หน่อไม้ คือ สมุนไพร ที่เป็นหน่ออ่อนของต้นไผ่ แตกมาจากเหง้าใต้ดิน นิยมนำมาดองก่อนรับประทานมาช้านาน พบได้ในอาหารไทย อาหารไทยอีสานหลากหลายเมนู การรับประทานหน่อไม้มีสรรพคุณต่างๆ ได้แก่ บำรุงระบบทางเดินอาหาร บำรุงระบขับถ่าย หน่อไม้ หน่อต้นไผ่ สมุนไพรหน่อไม้ สรรพคุณหน่อไม้ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย ปรับสมดุลในร่างกาย บำรุงกล้ามเนื้อ เสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงร่างกายเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมันในเลือด บทความนี้จะรวบรวมประโยชน์และสรรพคุณของหน่อไม้มาให้ทราบกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ของหน่อไม้ คือ Bambusa valgaris และ  Phyllostachys edulis

หน่อไม้เป็นส่วนหนึ่งของต้นไผ่ ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์หญ้า (Poaceae) ภาษาอังกฤษเรียก Bamboo shoot โดยนิยมรับประทานในทวีปเอเชียหลายประเทศ และมีวิธีการปรุงที่หลากหลายขึ้นอยู่กับภูมิภาคนั้นๆ โดยไผ่แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) พวกที่ขึ้นเป็นกอ ตัวอย่างได้แก่ ไผ่ป่า ไผ่สีสุก ไผ่บง ไผ่ซาง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ไผ่ทุกชนิดในประเทศไทยจัดอยู่ในประเภทนี้ 2) พวกที่ขึ้นเป็นลำเดี่ยว ตัวอย่างได้แก่ พันธุ์ไม้ไผ่ที่ขึ้นอยู่ในเขตอบอุ่น เช่น พวกมาดาเกะ หรือ โมโชชิกุ

สรรพคุณของหน่อไม้ 

หน่อไม้ เป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งโปรตีน วิตามิน และที่สำคัญมีกรดอะมิโนที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ ทำให้มีสรรพคุณต่างๆ ได้แก่

  • เสริมสร้างร่างกาย บำรุงระบบต่างๆ เพราะ ช่วยในการผลิตกรดอะมิโนหลายชนิดที่ร่างกายต้องการได้ ทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานปกติ
  • ลดโอกาสจะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และท้องไม่ผูกด้วย เพราะ ในหน่อไม้มีกากใยสูงมาก ซึ่งเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารจะช่วยในการดูดซับสารพิษ และสิ่งแปลกปลอดออกนอกร่างกายไปพร้อมกับอุจจาระ
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะ ในหน่อไม้มีน้ำตาลอยู่น้อย การรับประทานหน่อไม้จะทำให้ อิ่มท้องเร็วและไม่มีน้ำตาลส่วนเกิน ทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
  • ช่วยปรับสมดุลร่างกาย เพราะ มีฤทธิ์บำรุงธาตุเย็น ช่วยลดการธาตุไฟ อาการร้อนภายในร่างกาย แก้กระหาย แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงกำลัง
  • มีโปรตีนสูง ระดับเดียวกับเห็ด จึงมักนิยมนำมาใช้ประกอบอาหารสำหรับคนที่กินมังสวิรัติหรือกินเจ
  • บำรุงกระดูกและฟันแข็งแรง เพราะ มีธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง
  • เสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยป้องกัน และรักษาภาวะโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ร่างกายไม่อ่อนเพลียง่าย เพราะ ในหน่อไม้มีธาตุเหล็กสูง
  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัย ลดรอยย่นบนผิวหนัง เสริมสร้างทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะ หน่อไม้มีวิตามินซีสูง
  • ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายทำให้ไม่อ้วนง่าย ช่วยในกระบวนการสร้างเฮโมโกลบิน และทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดคงที่ เพราะ หน่อไม้มีวิตามินบี6 สูง
  • ช่วยซ่อมและบำรุงระบบเอนไซม์และการทำงานของเมตาบอริซึมเซลล์ต่างๆ เพราะ หน่อไม้มีธาตุสังกะสี ลดความเสี่ยงการทำงานผิดปกติของเซลล์

ข้อควรระวังการรับประทานหน่อไม้ 

ถึงแม้ว่า หน่อไม้จะมีสรรพคุณต่างๆมากมาย แต่ก็มีข้อระวังสำหรับการรับประทานหน่อไม้ ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคเกาต์และโรคไตเสื่อมไม่ควรรับประทานหน่อไม้ เนื่องจาก หน่อไม้จะทำให้ร่างกายเร่งการผลิตกรดยูริกในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งส่งผลเสียทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่อกลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์และโรคไตได้ โดยอาจจะทำให้เกิดอาการปวดข้อ หรือ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้นได้
  • การรับประทานหน่อไม้สดก่อนปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาด ต้มให้สุก 20-30 นาที จำนวน 1 ครั้ง แต่หากเป็นหน่อไม้ดอง ต้มให้สุก 15-20 นาที จำนวน 2 ครั้ง สามารถจะช่วยป้องกันเชื้อโบทูลินัมและลดสารไซยาไนด์ลงได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ผักกระเฉด คือ สมุนไพร ประเภทพืชน้ำ ที่มีสรรพคุณ บำรุงระบบต่างๆของร่างกายมากมาย ได้แก่ บำรุงระบบการมองเห็น ระบบขับพิษของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ระบบกระดูกและฟัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบเลือดและการผลิตเม็ดเลือด บำรุงระบบขับถ่าย ผักกระเฉด ผักเฉด ผักกระเฉดน้ำ สรรพคุณผักกระเฉดบรรเทาอาการไข้ ปวดเมื้อย อาการปวดศีรษะ ป้องกันโรคท้องผูก ท้องอืดได้ดี ผักกระเฉดยังมีวิตามินและแร่ธาตุสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย บทความนี้จะรวบรวมสรรพคุณและประโยชน์ของผักกระเฉดมาให้ทราบกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ของผักกระเฉด คือ Neptunia oleracea Lour.

ผักกระเฉด จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับถั่ว ( FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE ) มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษ คือ Water mimosa ชื่อท้องถิ่นภาษาไทยอื่นๆ ได้แก่ ผักรู้นอน หรือ ผักกระเฉด( ภาษาถิ่นใช้มากในภาคกลาง ) ผักกระเสดน้ำ ( ภาษาอีสาน ใช้มากในจังหวัดยโสธร, จังหวัดอุดรธานี และภาคอีสาน ), ผักหนอง ( ภาษาถิ่นใช้มากในภาคเหนือ ), ผักหละหนอง ( ภาษาถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ) ผักฉีด ( ภาษาถิ่นของภาคใต้ )  ผักกระเฉดจัดเป็น พืชที่เกิดตามผิวน้ำ ลำต้นเป็นปล้อง ใบคล้ายใบต้นกระถิน โดยในเวลากลางคืน ใบจะสามารถหุบได้ มีลำต้นลอยน้ำสีขาว เรียกว่านมผัก ผยุงให้ลอยน้ำได้ มีรากงอกออกมา เรียกหนวด มีดอกขนาดเล็กสีเลือง มีผักภายในมีเมล็ด ประมาณ 10 เมล็ด

ข้อควรระวังการรับประทานผักกระเฉด 

ผักกระเฉด พบได้ตามแหล่งน้ำต่างๆ ทำให้อาจจะมีการเข้าไปปะปนของพยาธิ สัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปลิงน้ำ ซึ่งไข่สามารถทนความร้อนได้มาก แม้จะทำให้สุกก่อนรับประทาน ดังนั้น ควรล้างให้สะอาด และต้มให้สุกด้วยความร้อนก่อนรับประทาน นอกจากนั้น ในแหล่งน้ำใกล้เขตการเกษตร อาจจะมีสารเคมีการเกษตรปะปนได้ การรับประทานควรแน่ใจเรื่องความสะอาด และความร้อนที่พอเพียงในการประกอบอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทยำที่นิยมใส่ผักกระเฉด แต่การประกอบอาหารแค่ลวดพอสุกเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อสุขอนามัย

สรรพคุณของผักกระเฉด 

ผักกระเฉดมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น ธาตุแคลเซียม (Ca) สูงมาก นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วย เส้นใย (Fiber) ธาตุเหล็ก (Fe) ธาตุฟอสฟอรัส (P) วิตามินเอ เบตาแคโรทีน วิตามินบี 3 วิตามินซี นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณอื่นอีกมากมาย ได้แก่

  • สรรพคุณบำรุงร่างกาย และช่วยขับสารพิษที่ตับได้ดี
  • รักษาอาการปวดศีรษะ วินเวียนศีรษะ
  • ผักกระเฉดมีฤทธิ์เป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อนได้ เช่น อาการไข้สูง หรือ ตัวร้อน บรรเทาอาการได้เป็นอย่างดี
  • สรรพคุณช่วยแก้พิษไข้ เมื่อรับประทานผักกระเฉดจะช่วยลดพิษได้ดี
  • บรรเทาอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ เช่น อาการปวดฟัน อาการปวดเมื้อยตามตัว อาการปวดหลัง
  • ช่วยขับเสมหะ ลดอาการได ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • ลดลมในกระเพาะ ลดอาการท้องอืด ท้องเฝ้อ
  • รักษาโรคกามโรค อาการคันในร่มผ้า
  • ลดอาการปวดแสบปวดร้อน จากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • ใช้ถอนพิษเมื่อได้รับสารพิษ หรือเมื่อเกิดอาการเมาเมื่อได้รับสารพิษ
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ระบบการมองเห็นเนื่องจากผักกระเฉดมีวิตามินเอสูง
  • บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะในผักกระเฉดมีแคลเซียมสูง
  • ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงให้เป็นปกติ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ดี เนื่องจากมีธาตุเหล็กสูง
  • สามารถช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้ดี เนื่องจากมีไฟเบอร์หรือกากใยสูง
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคตับอักเสบเสริมสร้างภูมิต้านทาน
  • ปรับสมดุลร่างกายให้ปกติ ลดธาตุไฟลดความร้อนในร่างกาย

ประโยชน์ของผักกระเฉด

ผักกระเฉด มีรสชาติอร่อย นิยมใช้ในการประกอบอาหารโดยเฉพาะประเภทยำ เนื่องจากเป็นการเพิ่มสีสรร สร้างเนื้อสัมผัสกรอบ กลิ่นหอม เมนูที่นิยม ได้แก่ ผักกระเฉดทอดไข่สามรส ยำวุ้นเส้นผักกระเฉด  ผักกระเฉดผัดน้ำมันหอย  แกงส้มผักกระเฉดปลาช่อนทอด เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง  ผัดหมี่กระเฉดผัดผักกระเฉดไฟแดง เป็นต้น

เคล็ดลับความอร่อยของผักกระเฉด

การใช้ผักกระเฉดประกอบอาหาร มีเคล็ดลับ คือ เลือกซื้อผักกระเฉดที่มียอดอ่อน เนื่องจากหากแก่มากไปจะเหนียวและเหม็ยเขียวได้ ยอดอ่อนจะมีความกรอบและอร่อยมากกว่าผักกระเฉดแก่มาก นิยมนำมาต้มก่อนนำไปประกอบอาหาร โดยควรใส่เกลือลงไปในน้ำเล็กน้อย ไม่ควรลวกนานเกินไป เพราะจะทำให้ผักกระเฉดเหนียวไม่อร่อย เมื่อลวกแล้วใส่ลงไปในน้ำเย็นทันที อาจจะใช้น้ำแข็งช่วยโปะ ทำให้ผักกระเฉดกรอบ นุ่มคงรสชาติอร่อยได้ดี