ผักชีฝรั่ง คือ สมุนไพรประเภทผักกินใบ ที่นิยมรับประทานเป็นเครื่องเคียงดับกลิ่นคาวในอาหารไทยหลายชนิด เนื่องจากมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณและประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น บำรุงร่างกายขจัดสารอนุมูลอิสระ บำรุงกระดูกและฟัน ผักชีฝรั่ง หอมเป หอมป้อม ผักชีดอยบำรุงระบบขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาอาการหวัด รักษาอาการท้องอืดท้องเฝ้อ บำรุงผิวพรรณให้สดใสอ่อนวัย บทคามนี้จะรวบรวมประโยชน์และสรรพคุณของผักชีฝรั่งมาให้ทราบกัน

 ชื่อวิทยาศาสตร์ของผักชีฝรั่ง คือ Eryngium foetidum L.

ผักชีฝรั่ง ถูกจัดอยู่ในวงศ์ของผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE) ตามระบบอนุกรมวิธาน โดยมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษ เรียกว่า Culantro หรือ Long coriander หรือ Sawtooth coriander ผักชีฝรั่งมีชื่อท้องถิ่นภาษาไทย อื่นๆ เรียกตามแต่ละพื้นที่อีกมากมาย เช่น หอมป้อมกูลวา ผักชีดอย  ผักจีฝรั่ง หอมป้อมกุลา ผักจีดอย ห้อมป้อมเป้อ (ภาษาถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ), มะและเด๊าะ (ภาษาถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน), ผักชีใบเลื่อย (ภาษาถิ่นจังหวัดขอนแก่น และพิจิตร), หอมน้อยฮ้อ (ภาษาถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์), หอมป้อม หอมเป (ภาษาถิ่นจังหวัดชัยภูมิ), ผักหอมเทศ ผักหอมเป (ภาษาถิ่นจังหวัดเลยและขอนแก่น), หอมป้อมเปอะ (ภาษาถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร)

ลักษณะพฤกษศาสตร์ของผักชีฝรั่ง 

ผักชีฝรั่ง เป็นสมุนไพรขนาดเล็ก เป็นพืชอายุสั้น หรือ พืชล้มลุก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวไม่เหมือนผักชนิดอื่น มีใบยาวและมีสีเขียวอ่อน ขอบใบมีลักษณะเป็นหยักคล้ายฟันเลื่อย นิยมนำใบมารับประทานเป็นอาหาร หรือ มาทำเป็นยาสมุนไพร มีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกาใต้ ปัจจุบันมีการปลูกเพื่อเป็นอาหารและยาอยู่ทั่วโลก โดยมีคุณค่าทางอาหารประกอบด้วย สารสำคัญต้านอนุมูลอิสระ เบตาแคโรทีน วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี และแร่ธาตุ ได้แก่ ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก และอื่นๆอีกมากมาย

สรรพคุณของผักชีฝรั่ง

เนื่องจากผักชีฝรั่งเป็นผักที่เรารับประทานเป็นประจำ ทั้งรับประทานสด และนำมาประกอบอาหาร แต่หลายท่านยังไม่ทราบว่า ผักชีฝรั่งยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร บำรุงร่างกายด้านต่างๆ ได้แก่

  • บำรุงร่างกายให้สดชื่นดูอ่อนกว่าวัย เพราะ มีสารต้านอนุมูลอิสระ (สารชะลอความแก่ของเซลล์) เมื่อร่างกายแข็งแรงการติดเชื้อหรือโรคร้ายต่างๆจะยากขึ้น
  • เนื่องจากในใบของผักชีฝรั่ง มีแคลเซียมสูง ทำให้การรับประทานผักชีฝรั่งเป็นประจำ จะช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • มีงานวิจัยชี้ว่าผักชีฝรั่งมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ดี
  • บำรุงการไหลเวียนโลหิต ทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหหิตสูง
  • บำรุงการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้การปรับสมุลแร่ธาตุในร่างกายเป็นปกติ
  • มีแร่ธาตุบำรุงผิวพรรณ มีวิตามินสูง บำรุงเส้นผม และเล็บให้แข็งแรง
  • รักษาสมดุลในร่างกายทั้งสมดุลแร่ธาตุ สมดุลเกลือแร่ของร่างกาย
  • กระตุ้นการทำงานของเซล์ให่ร่างกาย
  • บรรเทาอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดศีรษะและปวดตามร่างกาย
  • ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายทางรูขุมขน ทำให้เหงื่อออกมากขึ้น รูขุมขนเปิดมากขึ้น
  • เมื่อมีอาการไข้ การรับประทานผักชีฝรั่งสามารถลดอาการไข้ได้
  • สรรพคุณลดหวัด ขับเสมหะ ลดน้ำมูก
  • เมื่อนำน้ำคั้นผักชีฝรั่งมาดื่ม สามารถเป็นยาระบายอ่อนๆได้
  • สรรพคุณขับลมในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ กระเพาะ ลำไส้
  • รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  • รักษาอาการอาหารเป็นพิษ
  • ขับของเหลวออกจากร่างกาย รักษาโรคปัสสาวะขัด
  • ช่วยแก้ผดผื่นคันตามผิวหนัง อาการแพ้ที่ผิวหนังให้ลดลง
  • มีฤทธิ์ทางยา ใช้ฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
  • รักษาเมื่อแมลงกัดต่อย หรือถูกงูกัด ใช้แก้พิษได้ดี
  • ใช้รักษาแผลเรื้อรัง แผลติดเชื้อ โดยตำให้ละเอียดและนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผล
  • ใช้ในการห้ามเลือด กรณีที่เป็นแผลเลือดไหล ให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น
  • แก้อาการฟกช้ำ บวม เขียว จากการกระแทก โดยนำมาพอก
  • เสริมธาตุเหล็กให้กับร่างกาย ช่วยให้การผลิตเม็ดเลือดที่ไขกระดูกดีขึ้
  • บำรุงสตรีให้นม ให้มีน้ำนมเยอะขึ้น และมีสรรพคุณน้ำนมสมบูรณ์
  • บำรุงระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย ปรับสมดุลฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์
  • ใช้ระงับกลิ่นในช่องปาก ลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปาก ลมหายใจสดชื่น

ข้อควรระวังการรับประทานผักชีฝรั่ง 

ถึงแม้ว่า ผักชีฝรั่งจะมีสรรพคุณมากมาย แต่การรับประทานจะต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะ ในใบของผักชีใรั่งจะมีการสะสมของสารที่เรียกว่า กรดออกซาลิก ( Oxalic acid ) ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้นการสะสมตะกอนแคลเซียมในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เกิดอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะแสบ หรือ ปวดท้องน้อย การรับประทานควรสลับกับผักชนิดอื่น ไม่ควรรับประทานทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานานจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ดี

เม็ดแมงลัก คือ สมุนไพร พืชล้มลุก นิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร ใส่เครื่องแกงต่าง ๆ เมล็ดก็นำมาใช้ทำเป็นขนม สรรพคุณของแมงลัก ได้แก่ ลดความอ้วน ทำให้อยู่ท้อง เม็ดแมงลัก ต้นแมงลัก สมุนไพรเม็ดแมงลัก น้ำเม็ดแมงลักบำรุงระบบเลือด บำรุงระบบไหลเวียนโลหิต ป้องกันโรคเบาหวาน โรคNCDs บำรุงระบบขับถ่าย บำรุงระบบทางเดินอาหาร รักษาโรคผิวหนัง บทความนี้จะรวบรวม สรรพคุณ และ ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก มาให้ทราบกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมงลัก ทีชื่อพ้องกันหลายชื่อ ขึ้นอยู่กับถิ่นกำเนิดแต่ละสายพันธุ์ และผู้ค้นพบ ได้แก่ Ocimum × africanum Lour. หรือ Ocimum americanum var. pilosum (Willd.) A.J.Paton หรือ Ocimum basilicum var. anisatum Benth. หรือ Ocimum × citriodorum Vis. ในจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับต้นกะเพรา ( LAMIACEAE หรือ LABIATAE ) ตระกูลพืชที่มีกลิ่นใบหอม ชื่อสามัญที่เรียกทั่วไป คือ Lemon basil, Hoary basil และ Hairy basil ชื่อท้องถิ่นภาษาไทย คือ ก้อมก้อข้าว (ภาษาถิ่นภาคเหนือ), มังลัก อีตู่ (ภาษาถิ่นภาคอีสาน) ในประเทศไทยมีสายพันธุ์เดียว คือ พันธุ์ศรแดง

ลักษณะพฤกษศาสตร์ของแมงลัก

แมงลัก เป็น พืชล้มลุก ในตระกูลเดียวกับ ต้นกะเพราและต้นโหระพา หากดูไม่ดีอาจจะแยกไม่ออก แต่มีข้อสังเกตุ คือ กลิ่นและสีใบจะอ่อนกว่า

  • ลักษณะลำต้น เป็นต้นสูงประมาณ 30-80 ซม. มีกลิ่นหอมในทุกๆส่วนของต้น
  • ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายใบกระเพราะ มีการเรียงตัวกันเป็นเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน
  • ลักษณะดอก มักจะออกดอกบริเวณปลายยอด แตกออกเป็นช่อหลายช่อย่อย ๆ  กลีบดอกสีขาวโดยจะมีผล ซึ่ง 1 ดอกมีผลประมาณ 4 ผล
  • ลักษณะผล มีขนาดเล็ก เรียกว่าเม็ดแมงลักที่เรารู้จักกัน ซึ่งมีลักษณะกลมรีและมีสีดำ เมื่อโดนน้ำจะมีการพองตัว

สรรพคุณของเม็ดแมงลัก

นอกจาก ใบแมงลัก และเม็ดแมงลักจะสามารถนำมาประกอบอาหารได้มากมาย การบริโภคเป็นประจำก็จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย และมี สรรพคุณต่างๆ ได้แก่

  • สามารถลดน้ำหนักตัว ลดความอ้วน โดยทำให้อิ่มท้องได้นาน ไม่หิวบ่อย ทำให้ลดความอยากอาหารได้ดี เมื่อบริโภคเป็นประจำจะรับประทานข้าวลดลง ทำให้น้ำหนักตัวลงได้ โดยเม็ดแมงลักไม่ให้พลังงานใดๆ สามารถพองตัวได้ใหญ่ 45 เท่า ควรรับประทานก่อนอาหาร ในปริมาณที่พอเหมาะ ชงกับน้ำโดยใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำ 1 แก้ว เมื่อพองตัวแล้ว สามารถเติมนม น้ำผึ้ง น้ำเต้าหู้ ใช้ดื่มได้
  • ลดไขมันในเลือด โดยสามารถเปลี่ยนไขมันเลว (LDL) ให้เป็นไขมันดี (HDL) ได้  ทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดได้
  • สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคหัวใจวายเฉียบพลัน โดนต้องรับประทานเป็นประจำ
  • ป้องกัน หรือ ช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะ ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ และยังช่วยดูดซับ้ำตาลให้ลดลง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างมาก
  • มีวิตามินธาตุอาหารต่างๆ สามารถรับประทานทดแทนผักผลไม้ ในผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ได้ดี
  • บำรุงระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายเป็นปกติ
  • ทำความสะอาดระบบขับถ่าย ดูดซับของเสียในลำไส้ ช่วยให้ขับถ่ายเป็นเวลา ลดการเจริญของพยาธิในลำไส้
  • ลดอาการปวดศีรษะจากความเครียด ช่วยขับเหงื่อ ออกจากร่างกาย โดยการรับประทานใบแมงลัก
  • บำรุงระบบทางเดินอาหาร แก้อาการของโรคท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขับลมในลำไส้ โดยรับประทานใบแมงลักเป็นประจำ
  • เม็ดแมงลัก ทำให้ขับถ่ายตอนเช้าได้ดี มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ โดยรับประทานก่อนนอน
  • ใบแมงลัก มีฤทธิ์เป็นยา ช่วยยับยั้งการเกิดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ดี โดยเฉพาะบริเวณผิวหนัง สาเหตุของการกิดโรคกลากเกลื้อน ใช้ใบสดประมาณ 10 ใบ ล้างน้ำ ตำให้น้ำออกมา ทาบริเวณที่เป็น วันละ 1 ครั้งประมาณ 2 สัปดาห์ จะพบว่าอาการดีขึ้น

ประโยชน์ของแมงลัก 

  • นิยมใช้ใบมาใช้ประกอบอาหาร พวกเครื่องแกงต่าง ๆ เช่น แกงเลียง
  • เมล็ดนิยมนำมาใช้ทำเป็นขนม เครื่องต่างๆ ในขนมหวาน เช่น รวมมิตร ไอศครีม
  • เม็ดแมงลักสามารถนำมาผสมกับเครื่องดื่ม บำรุงร่างกายต่างๆ เช่น น้ำเต้าหู้ น้ำขิง น้ำใบเตย
  • ใช้เล่นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะ ติดเส้นผม ล้างออกยาก สร้างความสนุกสนาน

คุณค่าทางอาหารของเม็ดแมงลัก 

การรับประทานเม็ดแมงลัก 100 กรัม ไม่ได้ให้พลังงานใดๆ แต่จะได้รับวิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอสูงมาก วิตามินบี1 วิตามินซี แร่ธาตุต่างๆ เช่น Ca P Fe และกากใยสูง

ข้อควรระวังการบริโภคเม็ดแมงลัก

ถึงแม้ว่าเม็ดแมงลักจะมีสรรพคุณและประโยชน์ต่างๆมากมาย แต่การรับประทานเม็ดแมงลักก็มีข้อควรระวังต่างๆ ได้แก่

  • ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะ จะพองตัวในกระเพาะ ทำให้แน่นท้องมากเกินไป ไม่สบายตัว ไม่ควรเกิน 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • การเตรียมเม็ดแมงลักควรแช่น้ำรอจนการพองตัวเต็มที่ เพื่อไม่ให้ไปดูดน้ำในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ อาจจะเกิดภาวะขาดน้ำได้ หรือ เม็ดแมงลักเกิดการจับตัวกันเป็นก้อน และ อุดตันในลำไส้
  • ขณะอยู่ในช่วงของการรับประทานยาใดๆ ควรงดการกินเม็ดแมงลัก เพราะ จะไปแย่งการดูดซึมยาของร่างกาย ทำให้ได้ฤทธิ์ที่ไม่เต็มที่ หากต้องการรับประทานยา ควรรับประทานหลังจากรับประทานยาแล้ว อย่างน้อย 30 นาที รอจนร่างกายดูดซึมยาไปแล้ว
  • หากต้องการลดความอ้วนโดยการรับประทานเม็ดแมงลัก ควรเป็นมื้อเย็นแทนการรับประทานอาหาร ไม่ควรรับประทานทุกมื้อ เพราะ จะเกิดภาวะขาดสารอาหาร อันตรายต่อร่างกาย
  • เนื่องจากเม็ดแมงลักที่ขายตามท้องตลาดมีมากมาย ควรเลือกจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน ผ่านการฆ่าเชื้อตามหลักมาตรฐาน บ่อยครั้งที่พบว่า เม็ดแมงลักมีเชื้อราปะปน เมื่อทำมารับประทาน ทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ เช่น อาการท้องเดิน อาเจียน จากการรับสาร สารอะฟลาทอกซิน