อาการไข้ ตัวร้อน ไข้ขึ้น จุดเริ่มต้นของอาการผิดปกติของร่างกาย



%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89อาการไข้ หรือ Fever เป็นภาวะความผิดปกติของร่างกายที่มีผลทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงมากกว่าปกติ เพื่อตอบสนองต่อความผิดปกตินั้น ทั้งนี้ความผิดปกติส่วนมากจะมีผลมาจากการติดเชื้อ เกิดการอักเสบ หรือ ภาวะภูมิต้านทานตนเอง

อาการไข้ ส่วนมากผู่ป่วยเองจะเป็นผู้ทราบว่าตนเองเกิดอาการไข้ เพราะจะรู้สึกร้อนไม่สบายตัว เหงื่อออก หมดแรง อ่อนแรง แต่ในเด็กนั้นไม่สามารถบอกอาการตนเองได้ ส่วนมากจะร้องไห้ไม่ยอมทานนม ผู้ปกครองควรสังเกตุอาการและคอยตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายอยู่เป็นประจำเมื่อสังเกตุเห็นอาการผิดปกติของเด็กเล็ก

อาการไข้ สามารถตรวจวัดได้ด้วยอุปกรณ์ตรวจวัด ที่เรียกว่าปรอทวัดไข้ หรือ Thermometer ปัจจุบันอุปกรณ์ได้มีการพัฒนาไปมากมีทั้งแบบหน้าจอดิจิตอล แสดงผลออกมาเป็นตัวเลข สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป การจรวจวัดจะให้ผู้ป่วยอมปรอทไว้ใต้ลิ้น หรือ ในเด็กจะให้หนีบไว้ที่รักแร้

อาการไข้ จะมีการตรวจวัดอุณหภูมิที่มีหน่วยการตรวจวัดเป็นองศาเซลเซียส หรือ degree celsius ทั้งนี้อุณหภูมิปกติของร่างกายคนเราจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส แต่บางครั้งอุณหภูมิจะสามารถแปรเปลี่ยนได้ประมาณ 0.5-1 องศาเซลเซียส ได้แก่ การออกกำลังกาย อยู่ภายใต้แดดเป็นเวลานาน ใส่เสื้อผ้าหนาๆ ช่วงตกไข่ของผู้หญิง ดังนั้นการวัดไข้ควรจะอยู่ในสภาวะปกตินอกจากสภาวะที่กล่าวมา

อาการไข้ จะถือเกณฑ์ 37 องศาเซลเซียส เป็นเกณฑ์มาตรฐาน หากสูงกว่า 37.5 แต่ไม่ถึง 38 จะเรียกว่า อาการไข้ต่ำ (Low fever) และถ้าสูงกว่า 38 จะเรียกว่า อาการไข้สูง (High fever) และหากสูงเกิน 41.5 จะเรียกว่า อาการไข้สูงเกิน (Hyperpyrexia) ซึ่งเป็นอาการรุนแรงไม่พบบ่อยมาก เกิดมาจากเลือดออกในสมอง ติดเชื้อในกระแสเลือด

อุณหภูมิร่างกาย ปกติจะถูกควบคุมภายใต้การทำงานของสมองที่เรียกว่า ไฮโปธาลามัส สมองส่วนนี้มีหน้าที่โดยตรงต่อการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ผ่านควบคุมการหดตัวของหลอดเลือดการหดตัวของกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายความร้อนออกไปนอกร่างกาย จึงเป็นผลให้เรารู้สึกหนาวสั่นที่ผิวหนังเวลาเป็นไข้ เมื่ออาการไข้ลดลงสมองส่วนไฮโปธาลามัส จะทำการลดการทำงานลงทำให้เกิดการคลายความร้อนออกนอกร่างกายเกิดเป็นเหงื่อออก เพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย

อาการอื่นที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้ ได้แก่

  1. อาการปวด
  2. อาการอ่อนเพลีย
  3. อาการเบื่ออาหาร
  4. อาการหนาวสั่น

อาการไข้มีโรคที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. โรคติดเชื้อ
  2. โรคมะเร็ง
  3. โรคภูมิต้านทานตนเอง
  4. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  5. โรคฉี่หนู
  6. โรคไส้ติ่งอักเสบ
  7. โรคไอกรน
  8. โรคไข้จับสั่น
  9. โรคหัด
  10. โรคไข้หวัดใหญ่

อาการไข้ มีวิธีการตรวจวินิจฉัยโดย

  1. การตรวจประวัติการรักษา
  2. การตรวจร่างกาย วัดไข้ ด้วยปรอทวัดไข้
  3. หากไม่แน่ใจอาจตรวจเลือด
  4. ตรวจปัสสาวะ
  5. เอกซ์เรย์ปอดเพิ่มเติม

อาการไข้ รักษาได้โดย

  1. การทานยาลดไข้ ได้แก่ พาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้
  2. การให้ยาปฏิชีวนะ จากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการรักษาโรคมะเร็งภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  3. การให้น้ำเกลือในรายที่มีอาการขาดน้ำ

อาการไข้ สามารถดูแลและป้องกันตนเองได้โดย 

  1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  2. ทานยาพาราเซตามอล ไม่ควรทานยาชนิดอื่นเองนอกจากได้รับจากแพทย์เท่านั้น
  3. เช็ดตัวเมื่อมีอาการไข้สูง ตามซอกข้อพับ คอ
  4. สวมเสื้อบางเพื่อการระบายควมร้อนได้ดี
  5. ดื่มน้ำมากๆเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  6. รับประทานอาหารเหลวย่อยง่าย
  7. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ จนกว่าไข้จะหาย
  8. ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไข้
  9. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีไข้

อาการไข้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนหากมีอาการอื่นๆร่วมต่อไปนี้

  1. มีไข้สูงไม่ลงใน 3 วัน
  2. ไข้ลดลงแล้ว 3-4 วันย้อนกลับมาเป็นอีกครั้ง
  3. ปวดศีรษะรุนแรงจนทนไม่ได้
  4. คลื่นไส้อาเจียนมาก
  5. ผื่นขึ้นตามตัว
  6. อาการแพ้ 
  7. หายใจไม่ออก
  8. แสบทางเดินปัสสาวะ
  9. ไอมีเลือดปน
  10. ชัก
  11. แขนขาอ่อนแรง
  12. ปอดท้องรุนแรง
  13. โคม่า ไม่รู้สึกตัว



โรคต่างๆ


สมุนไพร

อาหารสุขภาพ

อาการป่วยต่างๆ